Aug 15

ช่วงนี้ราคาฮาร์ดดิสก์ถูกลงมาก เลยเอาราคามาให้ดูกันสักหน่อย ราคาของฮาร์ดดิสก์ขนาดใหญ่ถึง 500GB มีราคาเพียงประมาณ 3,000 บาท อีกทั้งฮาร์ดดิสก์ของยี่ห้อ Western Digital นั้นราคาถูกลงมาก ฮาร์ดดิสก์ความจุมากระดับ 1,000GB หรือที่เรียกว่า 1TB (Terabyte) นั้นมีราคาเพียง 6,990 บาท สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากอัพเกรดฮาร์ดดิสก์อยู่ละก็ต้องเป็นช่วงนี้เลยครับ

Harddisk

ยี่ห้อ : Seagate


ยี่ห้อ : Western Digital

Aug 15

แฟนพันธุ์แท้ออกลูกไม่พอใจทำไมข่าวคราวเงียบหายไม่มีอะไรอัพเดต เริ่มจับกลุ่มเลียนประท้วงคล้ายกลุ่มของแฟนๆ ของเกม Diablo lll ที่รวมตัวกันเพื่อประท้วงตามเว็บบอร์ดสื่อเกมต่างๆ ที่มีมาได้สักระยะ ซึ่ง Blizzard ก็เหมือนจะรับรู้ปัญหาต่างๆ ดี การแถลงครั้งนี้นั้นจัดขึ้นในงานโชว์ของบริษัท AMD ที่เปิดตัวระบบ Cinema 2.0 ในเมืองนิวยอร์ค โดยหยิบยกเวลามาช่วงนึงเพื่อกล่าวแถลงให้แฟนๆ ที่ตั้งตารอข่าวของ Starcraft II กับ คำถามที่เรียกได้ว่าถามกันมาอย่างมากมายกับคำถามที่ว่า การทำงานของ Blizzard ใช้เวลาทำงานนานมากเกินไปหรือเปล่า และทำไมการแจ้งผลการทำงานนั้นไม่ค่อยถูกนำมาเปิดเผยผ่านสื่อบ้าง ทั้งๆ ที่ใกล้ถึงวันกำหนดวางแผงมากแล้ว (กำหนดในแถลงการณ์คือวันที่ 3 ธ.ค ปีนี้นั่นเอง) งานนี้ทางด้าน Blizzard ไม่นิ่งดูดายเหมือนเดิม ส่งตัวแทนทีมงานพัฒนาซึ่งก็ได้ MR. Bob Colayco มาไขข้อข้องใจของแฟนๆกันซึ่งใจความก็มีดังนี้

MR. Colayco ได้กล่าวว่า ในระหว่างที่เรากำลังพัฒนาตัวเกมอยู่นี้กับการแจ้งผลการทำงานในช่วงสุดท้าย นั้นเราขอย้อนเรื่องราวไปในยุคบุกเบิกของต้นฉบับเกม Starcraft ซึ่งการทำงานนั้นถูกสร้างและพัฒนาขึ้นในระบบ 2D จนปัจจุบันนี้นั้นก็ได้พัฒนาก้าวขึ้นมาในระบบ 3D ซึ่งการแข่งขันนั้นก็ยังสูงเหมือนเดิมแม้จะลดกระบวนการที่ใช้อยู่ไปอย่าง มากมายซึ่งรายงานล่าสุดในเวลานี้เรากำลังเล็งการปรับปรุงไปที่ระบบสงคราม ซึ่งเรากำลังแก้ระบบการรบในสนามรบที่มียูนิตเบียดเสียดที่กำลังจะตะรุมบอน ซึ่ง เรากำลังจับอารมน์การเล่นและจินตนาการของผู้เล่น และพยายามถ่ายทอดมันลงไปในระบบของ Starcraft II ให้มากที่สุด เพราะเสน่ห์ของเกมแนว RTS  ก็คือระบบสงครามนั่นเอง ยิ่งระบบดีมันก็จะยิ่งให้ภาพลักษณ์ Starcraft ll นั้นถูกปลูกฝังต่อๆ ไป แม้จะได้แค่ชมจากภาพวีดีโอจากการเล่นก็ตาม ซึ่งทีมงานพัฒนา นั้นอยากให้ผู้เล่นได้สัมผัสประสบการณ์จากการเล่นในตอนที่นำยูนิตต่างๆ เข้าปะทะกัน เอฟเฟกซ์จากตัวเกม แสงสีและเงาจากสกิลต่างๆ ซึ่งเราอยากจะสื่อให้ผู้เล่นนั้นได้รับรู้ถึงกลิ่นอายที่เรายังคงรักษาความ เป็นเอกลักษณ์ต่างๆจากระบบสงครามนั้นระบบจะถูกโยงมาถึง Starcraft ll แน่นอนขอให้แฟนๆวางใจได้เลย

MR. Colayco ได้กล่าวไว้ว่า ความจริงเร็วๆ นี้พวกเราเพิ่งจะได้ทีมงานระดับเทพเจ้าในระบบ 3D มาร่วมงาน” ซึ่ง นี่ก็อาจจะเป็นอีกสาเหตุนึงที่ทำให้งานล่าช้าไปบ้าง เพราะพวกเราปรึกษาหารือปรับเปลี่ยนเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด และเห็นพ้องต้องกันว่า ยิ่งนำเสนอข่าวระบบการทำงานต่างๆ ที่ยังไม่สมบรูณ์ออกไปก็อาจจะกลายเป็นกระแสลบกลับมาสู่ตัวเกมได้อีกดังนี้ ทีมงานจึงอยากหาจุดสรุบที่ดีที่สุดมาเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับ Starcraft ll

เรียกว่าช่วงนี้อาจเป็นมรสุมของทางค่าย Blizzard เลยก็ว่าได้ครับเพราะกระแสเกมที่โดนแฟนๆ ต่อต้านนั้นมีเยอะเข้ามาพอสมควรทั้งจาก Diablo lll จนล่าสุดก็ลามมาถึง Starcraft ll ส่วนตัวยังเชื่อว่าสิ่งที่ดีนั้นต้องดูตอนเสร็จครับ ยิ่งค่ายยักษ์ใหญ่อย่าง Blizzard ด้วยขอให้เชื่อใจได้เลย (ถ้าไม่มีโรคเลื่อนเราคงได้สัมผัสกันในวันที่3 ธ.ค.ตามกำหนดวางแผง)

ที่มา : Online Station.net

Aug 15

เป็นข่าวร้ายมาอีกเกมแล้วครับ สำหรับ Crazy Kart เกมซิ่งสุดดริฟท์ ที่ต้องยกเครดิตความมันส์ในการแข่งให้กับเขาเลย โดยเฉพาะวีดีโอการดริฟท์รอบภูเขาที่เห็นครั้งแรกถึงกับตะลึง แต่พอมาพบกับปัญหาด้านเซิร์ฟเวอร์ในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทำให้ผู้เล่นไม่สามารถเข้าเกมได้ ทางทีมงานจึงได้ประกาศปิดเซิร์ฟเวอร์ชั่วคราว ก่อนที่จะประกาศยุติการให้บริการครั้งนี้

Winner ประกาศยุติให้บริการเกม Crazy Kart

บริษัท วินเนอร์ ออนไลน์ จำกัด ขอแจ้งให้ผู้เล่นเกม Crazy Kart ทุกท่านทราบว่า ขณะนี้บริษัทขอยุติการให้บริการเกม Crazy Kart โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2551 เป็นต้นไป และขอขอบพระคุณผู้เล่นทุกท่านที่ให้การสนับสนุนและเป็นส่วนหนึ่งของเกม Crazy Kart ด้วยดีมาโดยตลอด

สืบเนื่องมาจากทีมงาน CK ไม่สามารถแก้ปัญหาทางด้านเทคนิคเกี่ยวกับ Server ได้ และปัญหาดังกล่าวได้แจ้งไปยังผู้พัฒนาเกมแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้เช่นกัน จึงมีผลทำให้ไม่สามารถเปิดให้บริการเกมได้

บริษัทจึงใคร่ขอแจ้งยุติการให้บริการเกม Crazy Kart และการให้บริการในส่วนของเว็บไซต์ www.ck.in.th โดยทางทีมงานจะทำการปิดระบบลงทะเบียนและระบบต่างๆ ภายในวันที่ 19 กันยายน 2551

รายละเอียด ติดตามได้ที่ http://www.online-station.net/news/39/19072.html

ขอบคุณข้อมูลจาก Online-Station.net

Aug 15

คำขวัญประจำองค์กรของ Google คือ Don’t be evil หมายถึงอย่าเป็นปีศาจในการทำธุรกิจ แต่นับวันดูเหมือนจะไม่ใช่…

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : หากพูดถึงวงการอินเทอร์เน็ตแล้ว ยิ่งมีจำนวนคนเข้าชมเว็บไซต์มากเท่าไหร่ เท่ากับรายได้ที่เพิ่มสูงมากขึ้นเท่านั้น และยิ่งเว็บไซต์ไหนติดอันดับต้นๆ ของ google.com ก็หมายถึงจำนวนคนเข้าชมที่จะมากขึ้นตามไปด้วย นี่คือสาเหตุที่เว็บไซต์ต่างพยายามทำให้ตัวเองขึ้นไปอยู่อันดับต้นๆ ของการค้นหาเสมอ

และตั้งแต่ Knol (http://knol.google.com) - เว็บไซต์สารานุกรมออนไลน์ของค่าย Google - เปิดตัวมาเมื่อไม่นานมานี้ ก็เริ่มสร้างปัญหาให้กับวงการออนไลน์ไปทั่วโลก ไม่เฉพาะกับ Wikipedia เจ้าตลาดสารานุกรมออนไลน์เพียงแห่งเดียวเท่านั้น

เนื่องจากกรณีที่มีคนใส่คำค้นหาใน google.com แล้วพบว่าผลการสืบค้นอันดับต้นๆ มักจะอ้างอิงถึง Knol เป็นหลัก ทั้งๆ ที่เนื้อหาหรือคอนเทนท์ที่ผู้เขียนส่งเข้ามาใน Knol ยังมีไม่มากเท่าไหร่

มีข้อมูลอ้างอิงว่าคำสืบค้นอย่าง “buttermilk pancakes” ที่ใส่ลงไปในช่องค้นหาของ google.com ปรากฏว่าลิงค์ของ Knol อยู่ในอันดับที่สอง สูงกว่าอีกหลายๆ เว็บ รวมถึงเว็บไซต์ของ Martha Stewart (เว็บเกี่ยวกับแม่บ้าน อาหาร ทำสวน ฯลฯ) ด้วยซ้ำ ทำให้หลายคนมองว่านี่เป็นเรื่องที่ผิดปกติเป็นอย่างมาก

ด้าน Gabriel Stricker โฆษกของ Google ชี้แจงว่า ระบบการค้นหาของ google.com ไม่เคยลำเอียง และมันทำการค้นหาข้อมูลเว็บไซต์ต่างๆ เท่าเทียมกันทุกเว็บ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับ Knol เป็นพิเศษ

เว็บไซต์ Knol ก็เหมือนกับเว็บไซต์ทั่วๆ ไปนั่นแหละครับ ไม่ได้รับสิทธิพิเศษแต่อย่างใด เพราะฉะนั้น เมื่อคุณเห็นตำแหน่งของลิงค์มันอยู่สูง มันก็อยู่ในตำแหน่งที่มันควรจะเป็นตามปกติเท่านั้นเอง

มีหลักฐานที่บ่งชี้ได้ว่า Google ให้ความสำคัญกับ Knol เป็นพิเศษ นั่นคือเมื่อใส่คำค้นหา “buttermilk pancakes” ใน google.com จะพบลิงค์ของ Knol ในลำดับที่ 2 ขณะที่คำเดียวกันนี้ Live Search ของค่าย Microsoft ค้นหาเจอในลำดับที่ 4 ส่วน Yahoo เจอในลำดับที่ 22 เลยทีเดียว

จึงมีคำถามต่อมาว่า เมื่อ Google ทำให้ Knol ถูกค้นพบในอันดับต้นๆ บนหน้าเว็บของ google.com อยู่บ่อยครั้ง Google ต้องการอะไรกันแน่ ต้องการก้าวเข้าสู่การเป็นองค์กรสื่อที่ขายข้อมูลหรือคอนเทนท์อย่างนั้นหรือ

เพราะนอกจาก Knol แล้ว Google ยังมีเว็บไซต์ที่รวบรวมคอนเทนท์อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Blogger เว็บไซต์ให้บริการบล็อกที่ได้รับความนิยมอย่างสูง, Google News เว็บไซต์รวบรวมข่าวของ AP, Google Finance เว็บไซต์ข้อมูลหุ้น, และ YouTube เว็บไซต์วีดีโอที่ใหญ่ที่สุดในโลก

แต่โฆษกของ Google ก็ปฏิเสธว่า บริษัทไม่เคยคิดจะเป็นองค์กรสื่อ เว็บไซต์ต่างๆ ของ Google เป็นเพียงแหล่งรวบรวมและจัดหมวดหมู่ข้อมูลต่างๆ เพื่อให้คนมาค้นหาและนำไปใช้เท่านั้น อย่างเนื้อหาในเว็บไซต์ Knol ก็ไม่ได้เป็นลิขสิทธิ์ของ Google ด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ต่างมองว่า การที่ Google จ่ายค่าเรื่องสำหรับคนที่เข้ามาเขียนบทความใน Knol รวมถึงจัดหมวดหมู่และกระจายเนื้อหาไปสู่ผู้อ่านผ่านการค้นหาของ google.com เช่นนี้ เป็นลักษณะของการเป็นองค์กรสื่ออย่างเห็นได้ชัด

เมื่อ Google เป็นผู้ให้บริการค้นหาข้อมูลเว็บไซต์ รูปภาพ ข่าว บล็อก วีดีโอ และคอนเทนท์ต่างๆ แก่เว็บไซต์ทั่วโลก แล้วมาเป็นผู้ผลิตข้อมูล ข่าว บล็อก วีดีโอ และคอนเทนท์ต่างๆ เสียเอง สิ่งที่ตามมาคือผลประโยชน์ทับซ้อนที่ยากจะปฏิเสธได้

เนื่องจากเว็บไซต์ต่างๆ รวมถึงเว็บไซต์ของผู้ผลิตคอนเทนท์และองค์กรสื่อต่างๆ ที่ใช้บริการ google.com เป็นฐานในการสร้าง traffic หรือจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ ด้วยการปรับแต่งเว็บให้เหมาะกับ search engine หรือ SEO (Search Engine Optimization) ก็จะอยู่ไม่เป็นสุขและกังวลแล้วว่าวันหนึ่ง Google จะขโมยซีนและกินรวบตลาดหรือไม่

ถ้าผมเป็นผู้ผลิตคอนเทนท์และผมใช้ google.com เป็นตัวหลักในการดึง traffic ของเว็บ แล้วถามว่าผมกลัวมั้ยที่ Google จะมาแข่งกับผมในอนาคต?” ศาสตราจารย์ David B. Yoffie แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ผู้ศึกษาการเติบโตของ Google ตั้งคำถามก่อนจะตอบว่า กลัวอย่างแน่นอนครับ

ศาสตราจารย์ David B. Yoffie ทิ้งท้ายว่า ถ้า Google ยังขืนทำอย่างนี้ต่อไป ก็อาจจะพบจุดจบเช่นเดียวกับ Microsoft ที่จากเดิมเป็นผู้ผลิตระบบปฏิบัติการ หรือ OS แล้วหันมาผลิตซอฟท์แวร์ขายแข่งกับผู้ผลิตซอฟท์แวร์รายอื่นๆ ซึ่งที่โด่งดังมากที่สุดคือการบังคับผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ให้ยัด Internet Explorer ลงใน Windows ขายพร้อมเครื่อง จนในที่สุด Microsoft ถูกฟ้องร้องข้อหาผูกขาดตลาด และถูกปรับถึง 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ที่มา : Bangkokbiznews

Aug 12

  วันแม่ทั้งที ผู้จัดการออนไลน์ขอถือโอกาสประมวลความทุกข์ของคุณแม่ยุคไอทีแสนสิวิไลซ์ คุณแม่หลายรายปวดหัวกับพฤติกรรมลูกสาวที่ดูต่อหน้าเหมือนผ้าพับไว้เรียบร้อย แต่พอคุณแม่ได้เห็น”Hi5″ของลูกสาวก็ต้องลมใส่ เพราะเนื้อความในนั้นแสดงชัดเจนว่าลูกสาวมีพฤติกรรมต่างไปจากหนูน้อยที่คุณแม่รู้จัก ขณะที่คุณแม่บางรายสุดเซ็งกับการติดเกมคอมพิวเตอร์หัวปักหัวปำของลูกชาย หิวไม่เป็นไรของให้นิ้วยังคลิกได้ ติดเกมไม่พอบางรายติดโทรศัพท์มือถือหนุบหนับ คุณแม่ปวดหัวลูก ป.5 ขอมีโทรศัพท์มือถือ
       
       รู้จักลูกมากขึ้นด้วย Hi5

       
       ”รู้มานิดหน่อยว่าที่โรงเรียน ลูกสาวเรามีแฟนเป็นทอม แต่พอดูจากไฮไฟว์ทำให้รู้ว่า ทอมที่เป็นแฟนของลูกเรามีกิ๊กเป็นดี้อีกหลายคน ดี้พวกนี้เข้ามารุมว่าลูกเราในไฮไฟว์หยาบๆคายๆ ลูกเราเองก็เขียนตอบโต้สุดแรงเหมือนกัน” คุณแม่รายหนึ่งเล่าถึงลูกสาวที่เรียนโรงเรียนหญิงล้วน กำลังกลุ้มใจเพราะพฤติกรรมที่ลูกเป็น ต่างกับพฤติกรรมที่แม่เห็นอยู่ทุกวันอย่างชัดเจน
       
       คุณแม่รายนี้ไม่ได้เข้าไปอ่าน Hi5 ของลูกสาวด้วยตัวเอง แต่เป็นลูกพี่ลูกน้องที่เข้าไปอ่านและนำข่าวมาบอก ลูกสาวนำชีวิตรันทดของตัวเองมาตัดพ้อด้วยการตั้งชื่อหัวเอ็มเอสเอ็นในทำนองว่ามันหาว่ากูแ-ด” ซึ่งตอนนี้ตัวลูกสาวอาจยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า คุณแม่ทราบเรื่องของตัวเองจากโลกไฮเทคแล้ว
       
       อย่างไรก็ตาม คุณแม่บางรายมองว่าการเรียนรู้ลูกตัวเองจาก Hi5 เป็นเรื่องดี ทำให้ครอบครัวสามารถรับรู้ต้นเหตุปัญหาของลูกได้ก่อนที่จะสายเกินไป
       
       ”เด็กทุกคนเล่น Hi5 เป็นล่ำเป็นสัน Hi5 เป็นช่องทางที่เค้าจะปลดปล่อยได้แบบสนิทใจ ในอดีตเราไม่มี Hi5 พ่อแม่ไม่มีช่องทางรับรู้ว่าลับหลังไปแล้วลูกเราไปทำอะไร เมื่อตอนนี้เรามี Hi5 ถือว่าเป็นเรื่องดีที่จะทำให้เราดูแลลูกได้ดีขึ้น”

 

       หิวเกมไม่หิวข้าว
       
       ”พอได้แล้วนะ วันนี้ไม่จับหนังสือเลย จับเมาส์ทั้งวัน ข้าวปลาก็ไม่กิน” เสียงคุณแม่ข้างบ้านบ่นว่าลูกชายลอยมาตามสายลม คุณแม่รายนี้ต่อต้านลูกชายที่ติดเกมออนไลน์ทุกวัน บางวันใช้น้ำเย็นลูบ บางวันตบะแตกโวยวายเสียงดังได้ยินไปแปดบ้าน

       
       เรื่องเด็กติดเกมเป็นปัญหาระดับชาติของเยาวชนไทย ร้านเกมออนไลน์ผุดขึ้นบริเวณใกล้โรงเรียนเป็นดอกเห็ด คุณแม่หลายรายยอมรับว่า ทั้งลูกชายและลูกสาวติดเกมเพราะติดใจความสนุกหลังจากได้ลิ้มลองเล่นพร้อมเพื่อนที่ร้าน แน่นอนว่า คุณแม่จำนวนไม่น้อยพยายามทำใจกับอาการติดเกมของลูกด้วยความหวังว่าสักวันหนึ่งเด็กเหล่านี้จะคิดได้เอง
       
       ไม่ใช่แค่เกมออนไลน์ ตามร้านตู้เกมในกรุงเทพฯจำนวนมากล้วนมีเด็กเล็กเด็กโตส่งเสียงเอะอะคึกครื้น หลายร้านไม่มีการจัดเรทอายุเกมสำหรับเด็ก ล่าสุดผู้เขียนพบเด็กอายุไม่เกิน 6 ปีกำลังสวมบทโจรในเกม วาดลวดลายทุบตีเพื่อชิงทรัพย์แลกคะแนน ชวนให้หวั่นใจว่าเราจะฝากอนาคตของชาติไทยไว้ที่มือเด็กเหล่านี้ไหวหรือไม่
       
       และไม่ใช่เฉพาะในเด็ก ผู้ใหญ่บางคนติดเกมคอมพิวเตอร์จนแฟนตัวเองทนไม่ไหว ประกาศขอเลิกเพราะฝ่ายชายเอาแต่เล่นเกมหลายคืนติดกัน ฝ่ายหญิงไม่มั่นใจว่าจะฝากชีวิตไว้กับผู้ชายประเภทนี้ได้หรือไม่
       
       เราทนมาหลายปีแล้ว คิดว่าจะไม่ทนอีกต่อไป” ฝ่ายหญิงเล่าว่า ฝ่ายชายเล่นเกม สูบบุหรี่ และกินข้าวอยู่หน้าคอมพ์ทุกวันหยุด จะเดินบ้างก็คือช่วงที่ไปเข้าห้องน้ำเท่านั้นไม่สงสัยเลยว่าแฟนคนที่แล้วของมันทำไมถึงเลิกกัน”
       
       มือถือทำคุณแม่ปวดหัว

       
       ทุกวันนี้ไม่มีใครขีดเส้นว่า เด็กๆยุคไอทีสมควรมีโทรศัพท์มือถือเป็นของตัวเองเมื่ออายุเท่าใด เมื่อเด็กป.5 รายหนึ่งขอร้องให้คุณแม่ซื้อโทรศัพท์มือถือให้ คุณแม่นิ่งไปพักใหญ่ก่อนจะถอนหายใจเฮือก
       
       เรื่องการใช้โทรศัพท์มือถือในเด็กเป็นประเด็นที่ต่างประเทศให้ความสนใจไม่แพ้ในเมืองไทย ทั้งในเรื่องความเหมาะสมและอันตรายด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งแม้งานวิจัยหลายชิ้นที่พบว่าควรต้องจำกัดการใช้งานโทรศัพท์มือถือในเด็กวัยสมองกำลังเจริญเติบโต เนื่องจากพบความเสี่ยงทำให้เกิดโรคมะเร็ง จะถูกหักล้างจากงานวิจัยของสถาบันมะเร็งมหาวิทยาลัย University of Pittsburgh ว่าไม่พบความเกี่ยวข้องระหว่างมะเร็งและโทรศัพท์มือถือ แต่แน่นอนว่าคุณแม่หลายรายไม่ปักใจเชื่อ และหวั่นใจไม่น้อยเมื่อลูกหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นแนบหู
       
       ตอนนี้เราได้ยินมาว่าเด็กใช้โทรศัพท์มือถืออาจทำให้เป็นมะเร็งได้ แน่นอนว่าฉันไม่มีทางรู้ว่าเรื่องนี้จริงเท็จแค่ไหน แต่สิ่งที่ฉันมั่นใจคือเด็กๆส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องใช้โทรศัพท์มือถือ” คุณแม่ลูกสี่ชาวต่างชาติรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ คุณแม่รายนี้บอกว่าไม่เคยมองโทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือรักษาความปลอดภัยให้ลูก เพราะเธอจะต้องรู้ว่าลูกอยู่ที่ไหนตลอดเวลา
       
       ที่สหรัฐฯ มีหนังสือชื่อ “Bringing Up Geeks: How to Protect Your Kid’s Childhood in a Grow-Up-Too-Fast World” ซึ่งกล่าวถึงวิธีปกป้องลูกน้อยจากโทรศัพท์มือถือวางจำหน่ายแล้วอย่างเป็นทางการ สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า ชาวสหรัฐเองก็สนใจที่จะปกป้องเยาวชนไม่ให้ถูกเทคโนโลยีทำร้ายก่อนจะสายเกินแก้
       
       การสำรวจพบว่า 21 เปอร์เซ็นต์ของเด็กชาวอเมริกันวัย 8 ถึง 10 ปีมีโทรศัพท์มือถือ ขณะที่ 36 เปอร์เซ็นต์ของเด็กวัย 11 ถึง 14 ปีมีโทรศัพท์มือถือ ถือเป็นตัวเลขที่เชื่อว่าจะมีการขยายตัวมากขึ้นเรื่อยๆในอนาคต
       
       นี่เป็นเพียงบางส่วนของเรื่องราวความกังวลในโลกยุคไอทีที่ไม่มีเทคโนโลยีใดแก้ไขได้ ขอให้บทความนี้เป็นกำลังใจให้คุณแม่ที่กำลังหนักใจพฤติกรรมลูก เพราะไม่ใช่คุณคนเดียวที่พบปัญหาเหล่านี้ แต่ยังมีคนหัวอกเดียวกันร่วมเดินทางไปกับคุณด้วย

ที่มา : Manager Online

ปิด
E-mail It