Wordpress Themes
Jul 22

มาดูบทวิเคราะห์ของนักเขียนชื่อดัง ถึงเหตุผลที่คนไม่นิยมอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-book

กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : การเกิดและเติบโตของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-book ทำให้ผู้อ่านเข้าถึงหนังสือได้มากขึ้น ขณะที่ผู้จัดพิมพ์ก็สามารถกระจายสินค้าได้กว้างขวางกว่าเดิมด้วย แต่หลายคนก็หวั่นเกรงกันว่าหนังสือแท้ๆ ที่จับต้องได้จะล้มหายตายจากไปหรือไม่

Nick Hornby นักเขียนเจ้าของเรื่อง high fidelity และ about a boy อันโด่งดัง เป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างแน่นอน แต่เขาบอกว่าหนังสือยังมีความทนและ ?เหนียว? กว่าอุตสาหกรรมซีดีเพลง ซึ่งถูกตลาด mp3 ตีตลาดจนย่อยยับไปแล้ว เหตุผลก็คือ

  1. นักอ่านยังไงก็ชอบหนังสือ ไม่เหมือนคนฟังเพลงที่ไม่ได้ชอบซีดีขนาดนั้น ถ้าเป็นแผ่นเสียงละก็ใช่ แต่ซีดีคงไม่ ถ้าจะพูดถึงศิลปะบนปกซีดีนั้นก็หาได้น้อยยิ่ง กล่องก็แตกง่าย แผ่นซีดีเองก็เป็นรอยขีดข่วนเสมอ ขณะที่หนังสือเป็นสิ่งที่น่าหลงใหลของนักอ่านมาเป็นร้อยๆ ปีแล้ว มันเหมือนศิลปะชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว
  2. เครื่องอ่าน e-book มีข้อเสียเปรียบเมื่อเทียบกับเครื่องเล่นเพลง mp3 คือเมื่อเราซื้อ iPod เราเป็นเจ้าของเพลงที่เรานำมาใส่ในเครื่อง แต่สำหรับเครื่องอ่าน e-book นั้น เราไม่ได้เป็นเจ้าของ e-book
  3. จริงๆ แล้วคนเราซื้อหนังสือไม่กี่เล่มต่อปี โดยเฉลี่ยไม่เกิน 7 เล่ม ในจำนวนนั้น 2-3 เล่มก็ซื้อเป็นของขวัญให้คนอื่น ข้อดีของ Kindle เครื่องอ่าน e-book ของค่าย Amazon ก็คือทำให้เราไม่ต้องแบกหนังสือ 4 เล่มต่อปีเท่านั้นเอง ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ดึงดูดใจนักอ่านมากนัก
  4. คนรักหนังสือมักเป็นพวกปรับตัวช้า และไม่ค่อยถูกกับเทคโนโลยีสักเท่าไหร่
  5. ความสามารถใหม่ๆ ของ iPod ทุกวันนี้ทำให้หนังสือขายยากมากขึ้นอยู่แล้ว ยังไม่ต้องพูดถึง e-book เพราะหากถามว่าจริงๆ คนเราอ่านหนังสือมากแค่ไหน เมื่อเทียบกับการดูทีวีและฟังเพลง คำตอบคือน้อยมาก จากการสำรวจคนอเมริกันวัยกลางคน ประมาณ 2,000 คน พบว่า 34% ของทั้งหมดไม่ได้อ่านหนังสือเลย

ถึงแม้อุตสาหกรรมเพลงจะมีปัญหาและ อุปสรรคมากมายในปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องเทปผีซีดีเถื่อน แต่เราก็ไม่เคยเห็นโฆษณาหรือการรณรงค์ให้คนฟังเพลงมากขึ้นเลย มีแต่รณรงค์ให้คนอ่านหนังสือกันมากขึ้น ปัญหาของอุตสาหกรรมเพลงคือทำยังไงให้คนฟังจ่ายเงินซื้อเพลง ไม่ใช่ทำยังไงให้คนฟังเพลง แต่หนังสือไม่ใช่แบบนั้น แค่ทำให้คนอยากอ่านก็ยากแล้ว เอาง่ายๆ ระหว่าง iPod กับ Kindle คุณอยากได้อันไหนมากกว่ากัน

อย่างไรก็ตาม Nick Hornby บอกว่าเขาไม่ปฏิเสธเรื่องเทคโนโลยี หากอนาคตมียาที่กินเข้าไปแล้วทำให้เราประหยัดเวลาอ่านหนังสือได้มากมาย หนังสือก็คงตายจากไปในช่วงข้ามคืน แต่ตราบใดที่คนยังอ่านหนังสือกันน้อยแบบนี้ เขาก็ไม่ห่วงว่าในอนาคตอันใกล้นี้ e-book จะเป็นที่ต้องการมากไปกว่าหนังสือจริงๆ

ที่มา : bangkokbiznews

Technorati Tags: , ,

Jun 04

หากจะพูดถึงตำนานของเกม RPG ก็ต้องเริ่มที่เกมกระดานในตำนานอย่าง D&D หรือ Dungeon and Dragonที่เป็นแม่แบบให้แก่เกม RPG และ MMORPG ทุกเกมในปัจจุบัน แต่ดูเหมือนการนำเอา เนื้อหาของ D&D มาสร้างเป็น MMORPG จะง่ายเกินไป (และน่าเบื่อเกินไป) สำหรับทีมพัฒนาอย่าง EA Mythic พวกเขาจึงหันไปหยิบเอาเกมกระดานที่อายุไล่เลี่ยกัน แต่เน้นรูปแบบความเป็น RTS มากกว่า อย่าง Warhammer มาเป็นต้นแบบแทน

อันที่ จริงแล้ว Warhammer ภาคเกมกระดานเองก็มีส่วนและมีอิทธิพลต่อเกม RPG ในปัจจุบันอยู่ไม่น้อย อย่างเช่นการให้ผู้ผู้เล่นแต่งเติมกองทัพของตัวเอง ด้วยสีสันและเครื่องหมายที่สร้างขึ้นได้ตามใจก็มีส่วนคล้ายกับขั้นตอนการ สร้างตัวละคร ในเกม RPG ยุคปัจจุบันอยู่ไม่น้อย ขณะเดียวกันเนื้อเรื่องที่กล่าวถึง สงครามระหว่างชนเผ่า การปกป้องบ้านเกิด และความวุ่นวายก็น่าจะทำให้การผจญภัยครั้งนี้น่าตื่นเต้นกว่าอะไรทั้งหมด

EA Mythic พยายามดึงเอาจุดเด่นของ Warhammer ออกมาอย่างเต็มที่ ผู้เล่นสามารถเลือกสร้างตัวละครได้ถึง 6 เผ่าซึ่งดึงมาจากเผ่าต่างๆมากมายในเนื้อเรื่องของเกมกระดาน ทั้ง มนุษย์, Orc, Dwarves, High Elves, Dark Elves และ Chaos สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงก็คือความสัมพันธ์ของทั้ง 6 เผ่าจะจับคู่เป็นศัตรูกัน 3 คู่ นั่นคือ Orc กับ Dwarves, High Elves กับ Dark Elves และ มนุษย์ กับ Chaos ซึ่งความสัมพันธ์เหล่านี้จะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวันบนโลกของ Warhammer ผู้เล่นแต่ละคน ให้แตกต่างกันออกไป

Class
ภายในเกมแต่ละเผ่าจะมีสาย อาชีพรองรับ 2 สายหลัก นั่นคือ สายต่อสู้และสายเวทมนตร์ แต่ละสายก็จะแยกย่อยลงไปต่างๆกันอีก เช่น Dwarves จะมี อาชีพสายต่อสู้ 2 อชีพ และมีอาชีพสายเวทมนตร์อีก 2 อาชีพ ส่วนเผ่า Orc จะมีอาชีพสายต่อสู้ 3 อาชีพ ส่วนอาชีพสายเวทมนตร์มีเพียง 1 เท่านั้น

Quest
เอาล่ะ สำหรับแฟนๆเกมออนไลน์ คุณเบื่อหรือยังกับการทำเควสซ้ำไม่ว่าจะเล่นตัวละครอาชีพไหน เบื่อหรือเปล่ากักบารวิ่งไปที่ไหนก็เจอแต่ผู้เล่นไล่ตีมอนสเตอร์ตัวเดียว กับที่คุณต้องใช้ในการทำเควสให้สำเร็จ Warhammer Online มีทางเลือกใหม่ให้คุณครับ เพราะ EA Mythic ทุ่มเทหัวสมองอย่างมากในการดีไซน์เกมให้แตกต่างออกไปและสนุกยิ่งขึ้น พวกเขาแก้ปัญหาด้านบนด้วยระบบการทำเควสแบบใหม่ ผู้เล่น 1 อาชีพจะมีหนทางในการจบเควสได้หลากหลายแบบ และไม่ซ้ำกันในแต่ละอาชีพอีกด้วย (ทั้งที่เป็นเควสเดียวกัน)

และถ้านี่ยังไม่น่าตื่นเต้นพอ Warhammer Online ยังมีทีเด็ดที่ระบบเควสแบบ PvE ที่ระบบจะสุ่มช่วงเวลาประกาศให้บางพื้นที่เป็นเขต PvE ซึ่งผู้เล่นฝ่ายที่เป็นอริกันจะยกกำลังเข้าปะทะกันอย่างอิสระ โดยแต่ละเผ่ามีจุดมุ่งหมายต่างกันไป เช่น ฝ่าย Orc จะต้องสังหารเผ่า Dwarves ให้ถึงจำนวนที่กำหนด ส่วนเผ่า Dwarves จะต้องมีชีวิตรอดให้ได้ตามจำนวนที่กำหนด เป็นต้น

ถือว่าเป็นเกมที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเหล่าเกมเมอร์ฮาร์ดคอผู้เคยหลงใหล Warhammer ในรูปแบบ RTS ที่เคยมีมาหลายครั้งแล้ว การได้สัมผัสโลกของ Warhammer ในรูปแบบที่แตกต่างออกไปย่อมไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่ากำหนดการของ Warhammer Online ล่าสุดได้ถูกเลื่อนออกไปแล้วเป็นปีหน้าเสียแล้ว จากเดิมที่กำหนดไว้ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เสียแล้ว ยังไงก็ลองติดตามความเคลื่อนไหวกันต่อไปนะครับ

เครดิต : Online Station

Clip VDO : ตัวอย่างเกม Warhammer Online: Age of Reckoning

Technorati Tags: ,

May 31

เจ้าโลกอย่าง Intel กำลังซุ่มปั้นมาตรฐาน USB 3.0 เพื่อรองรับโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า บอกใบ้ได้เลยว่า เร็วกว่าเดิม 10 เท่า แถมกินไฟน้อยกว่าอีกต่างหาก
คงไม่มีมนุษย์คอมพิวเตอร์คนไหนไม่รู้จักอักษร 3 ตัวนี้ U S B มันคือผู้ยิ่งใหญ่ คือมาตรฐานในแง่ของการเชื่อมต่ออุปกรณ์รอบข้างทั้งหลาย แต่แล้วไม่นานก็กลับมีมาตรฐานใหม่ที่ชื่อ FireWire 800 โผล่ขึ้นมา ซึ่งแม้จะยังมีอุปกรณ์จำนวนเพียงหยิบมือเดียวที่รองรับ แต่มันก็ทำให้ USB ไม่สามารถคุยโวในแง่ความเร็วได้อีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่สามารถพ่วงคำว่า ?ที่สุด? เข้าไปด้วยได้แล้ว

และนี่เองที่เป็นที่มาของยุคที่ 3 ของ USB สงครามเกทับที่คงไม่มีวันจบสิ้น อินเทลเริ่มตีปี๊บมาตรฐานใหม่ ด้วยการจัดตั้ง SuperSpeed USB Promotions Group เพื่อเป็นเครื่องรับประกันว่ามาตรฐานใหม่นี้จะเป็นที่แพร่หลายใ นหมู่อุปกรณ์ต่อพ่วงไปอีกอย่างน้อย 5 ปี

หัวใจสำคัญในการออกมาตรฐานใหม่ ก็คือเรื่อง Backward Compatible ซึ่งแน่นอนว่าเจ้า 3.0 ก็ย่อมต้องไม่พลาดแน่ๆ มันรองรับการทำงานกับ USB 2.0 หรือแม้แต่ 1.1 พูดในแง่ความเร็ว SuperSpeed USB จะรองรับอัตราการรับส่งข้อมูลที่ระดับสิบเท่าของ 2.0 เดิม คือเพิ่มจาก 480 Mbps กลายเป็น 4.8 Gbps ในขณะเดียวกันกลับบริโภคพลังงานน้อยลง นั่นก็หมายความว่า การก๊อบปี้หนังขนาด 27 GB เข้าไปในอุปกรณ์พกพา จะใช้เวลาเพียง 70 วินาทีเท่านั้น จากเดิมที่ต้องใช้ถึง 15 นาที

ในแง่ของพลังงานแล้วก็จะประหยัดขึ้น เพราะมีการออกแบบกลไกในการสื่อสารใหม่ คอมพิวเตอร์หรือโฮสต์จะถามอุปกรณ์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ว่ามีข้อมูลจะส่งเพิ่มหรือเปล่า จากนั้นก็จะไม่ถามอีกแล้ว เทียบกับแบบเดิมที่คอมพิวเตอร์จะถามอย่างไม่หยุดยั้งเป็นช่วงๆ และเมื่ออุปกรณ์มีข้อมูลใหม่จะส่ง ตัวอุปกรณ์เองนั่นแหละจะเป็นผู้แจ้งให้คอมพิวเตอร์ทราบ ซึ่งการออกแบบลักษณะนี้ก็น่าจะลดการกินไฟไปได้เยอะมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวะที่ไม่มีการส่งข้อมูลกัน (idle) นอกจากนั้นระบบจัดการพลังงานของ USB 3.0 ยังสามารถจัดการกับการบริโภคพลังงานได้ในลักษณะแยกแต่ละลิงก์จา กกัน ดังนั้นก็ยิ่งประหยัดไปได้อีกระดับ

อีกประเด็นที่ USB ตัวใหม่อยากจะแก้สิ่งผิดพลาดในอดีตก็คือเรื่อง Virtualization ทาง Promotion Group ต้องการออกแบบให้แน่ใจว่า ซอฟต์แวร์หรือแอพพลิเคชันในระบบ Virtual Machine สามารถเข้ามาใช้งานอุปกรณ์ USB 3.0 ได้โดยไม่ต้องมีซอฟต์แวร์ตัวกลางมาช่วย

ประเด็นสุดท้ายที่น่าสนใจคือเรื่องไดรเวอร์ของอุปกรณ์เก็บข้อมู ล ปัจจุบันไดรเวอร์อุปกรณ์เก็บข้อมูลของ USB 2.0 นั้นรองรับความเร็วในการสื่อสารสูงสุดแค่ที่ 32 Mbps ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการออกแบบโมเดลของไดรเวอร์ใหม่ ซึ่งแม้ว่าจริงๆ แล้ว เรื่องไดรเวอร์ของฮาร์ดดิสก์จะเป็นประเด็นที่อยู่นอกขอบข่ายการ ออกมาตรฐาน USB แต่ทางกลุ่มทำงานก็อยากจะประสานงานไปทางกลุ่มผู้สร้างไดรเวอร์ฮ าร์ดดิสก์ด้วย เพื่อให้มาตรฐาน USB ถูกใช้ประโยชน์เต็มประสิทธิภาพ

ร่างมาตรฐานสุดท้ายของ USB 3.0 คาดว่าจะสำเร็จได้ราวกลางปี 2008 และเราน่าจะได้เริ่มเห็นอุปกรณ์ออกสู่ตลาดช่วงต้นปี 2000

เครดิต : ARiP

Technorati Tags: , , , ,

ปิด
E-mail It