Wordpress Themes
Jul 20

ตระหนักถึงความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นย?จึงพัฒนาซอฟต์แวร์ช่วยวิเคราะห์ดินและปุ๋ยย?ทดสอบเบื้องต้นค่าปุ๋ยลดลงย?500?บาทต่อไร่ย?ส่งให้หน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศนำไปใช้งาน

ซอฟต์แวร์ดินไทย-ธาตุอาหารพืช และ ซอฟต์แวร์จัดการดิน-ปุ๋ย ผลงานการพัฒนาร่วมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป้าหมายเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายโดยเฉพาะค่าปุ๋ยที่ปรับราคาเพิ่มบ่อยครั้งย?ซอฟต์แวร์ทั้งสองจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรและเกษตรกรย?ทราบถึงสภาพความสมบูรณ์ของแปลงดินย?และปริมาณปุ๋ยที่ต้องใช้ย?จึงลดการสิ้นเปลืองปุ๋ยส่วนเกินไปได้ส่วนหนึ่ง

การพัฒนาโปรแกรมทั้งสองใช้เวลาเพียง3?เดือนเท่านั้นย?โดยประยุกต์ใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูลดินเดิมย?ที่กรมพัฒนาที่ดินได้สำรวจและแบ่งดินทั่วประเทศออกเป็นชุดดินต่างๆย?แล้วนำมาเชื่อมโยงกับคำแนะนำการจัดการดินและการใช้ปุ๋ย ฉลองเทพวิทักษ์กิจ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดินกล่าว

ซอฟต์แวร์ดินไทยฯรองรับการสืบค้นข้อมูลดินย?ได้ตามขอบเขตการปกครองและตำแหน่งที่ตั้งแปลงย?ซึ่งเนื้อหาละเอียดถึงระดับหมู่บ้านรวมถึงชื่อวัดในหมู่บ้านย?จากนั้นแสดงแผนที่ในรูปของสีที่แตกต่างกันย?โดยแต่ละสีหมายถึงชุดดินหมายเลขต่างๆย?รวมถึงรายละเอียดอื่นอย่างธาตุอาหารย?คุณสมบัติทางเคมีของดินในพื้นที่นั้น

นอกจากนี้ยังแนะนำสูตรปุ๋ยและระยะเวลาใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมสำหรับชุดดินต่างๆย?โดยคำนึงถึงประเภทของพืชที่ปลูกบนชุดดินนั้นด้วยย?ไม่ว่าจะเป็นย?ข้าวย?อ้อยย?ข้าวโพดย?มันสำปะหลังย?ยางพาราและปาล์มน้ำ

ส่วนซอฟต์แวร์จัดการดินและปุ๋ยจะวิเคราะห์ดินของเกษตรกรเป็นรายแปลงย?จากการป้อนข้อมูลค่าวิเคราะห์ดินจากแปลงเพาะปลูกย?ทำให้ได้ข้อมูลเฉพาะของดินที่ละเอียดกว่าซอฟต์แวร์ดินไทยฯย?ช่วยให้วิเคราะห์สูตรปุ๋ยที่เหมาะสมกับความต้องการของดินในพื้นที่การเกษตรนั้นๆ

จากการติดตามผลในแปลงทดลองที่เกษตรกรบริหารจัดการใช้ปุ๋ยตามโปรแกรมแนะนำพบว่าย?สามารถลดต้นทุนค่าปุ๋ยได้ประมาณย?500?บาทต่อไร่ย?โดยที่ผลผลิตเท่าเดิม ฉลองกล่าว

ทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯย?ได้แจกจ่ายซอฟต์แวร์ทั้งสองย?ไปยังหน่วยงานในสังกัดระดับภูมิภาคแล้วย?พร้อมทั้งจัดอบรมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวกับการใช้งานซอฟต์แวร์ย?คาดว่าในปีงบประมาณย?2552?เกษตรกรทั่วประเทศจะสามารถใช้ประโยชน์จากซอฟต์แวร์ทั้งคู่ย?หรือสนใจติดต่อขอรับซอฟต์แวร์ดังกล่าวย?ได้ที่หน่วยงานของกรมพัฒนาที่ดินย?กรมวิชาการเกษตรย?กรมส่งเสริมการเกษตรและกรมการข้าว

ปริศนายุติไฟใต้ของจริงหรือลวง?

ดูเหมือนว่านับแต่เกิดความรุนแรงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ 4 มกราคม 2547 เป็นต้นมา รัฐบาลยังคลำเป้าไม่ถูกว่าใครกันแน่ที่เป็นตัวการใหญ่ป่วนใต้

Technorati Tags: ,

Jul 07

ซอฟต์แวร์ยักษ์ใหญ่ของโลก “ไมโครซอฟท์” เริ่มต้นปี งบประมาณใหม่ด้วยการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อ “บิล เกตส์” ประกาศวางมือจากตำแหน่งประธานบริษัทผันตนเองมามีหน้าที่เพียงแค่ที่ปรึกษาของบริษัทเท่านั้น เพื่อทุ่มเทชีวิตส่วนที่เหลือให้กับงานในมูลนิธิที่เขาและภรรยาตั้งขึ้นอย่างเต็มตัว

ทำให้ภาระหนักในการขับเคลื่อนธุรกิจซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการที่มีสัดส่วนการใช้มากกว่า 90% ของพีซี 1 พันล้านเครื่องในโลก รายได้บริษัทที่มากกว่า 60 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีพนักงานทั่วโลกกว่า 91,200 คน และการบริหารสินค้าที่มีความหลากหลายมากกว่า 75 ชนิด ตกอยู่กับคนข้างหลัง โดยเฉพาะผู้บริหารสูงสุด ไม่ว่าจะเป็น สตีฟ บัลเมอร์, เรย์ ออซซี่ ผู้บริหารฝ่ายสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ และเครก มัลดี้ ผู้บริหารฝ่ายวิจัยและกลยุทธ์แห่งค่ายเรดมอนต์

รายงานข่าวจาก “อิมฟอร์เมชั่น วีก” ระบุว่า คำถามที่ตามมาต่อไมโครซอฟท์และผู้บริหารยุคใหม่ คือหลังจากนี้ไมโครซอฟท์จะไปในทิศทางใด ?

สตีฟ บัลเมอร์” จะทำงานในฐานะ ผู้นำเพียงผู้เดียวหรือไม่ ? จะเป็นผู้นำ ไมโครซอฟท์ข้ามอุปสรรคนานัปการที่รออยู่เบื้องหน้าได้หรือไม่ ?

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่ค้างคาใจ นักลงทุน พาร์ตเนอร์ ลูกค้า และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับไมโครซอฟท์ทั้งหมด ซึ่งมีความห่วงใยต่ออนาคตของไมโครซอฟท์ท่ามกลางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการต่อกรสู้กับคู่แข่งสำคัญอย่าง “กูเกิล” ที่นับวันจะเร่งเครื่องพัฒนาแอปพลิเคชั่น ใหม่ๆ บนอินเทอร์เน็ตออกสู่ตลาด

ยังไม่นับรวมถึงปัญหาเรื่องยอดขายของระบบปฏิบัติการวินโดวส์ วิสต้า ที่ไม่ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้เท่าที่ควร ทำให้ยอดขายวินโดวส์ของไมโครซอฟท์ตกลง 25% ในไตรมาสล่าสุดที่ผ่านมา ขณะที่ยอดขายจากคู่แข่ง เช่น แมคจากแอปเปิล หรือแม้แต่ระบบปฏิบัติการ “ลีนุกซ์” กลับมียอดขายตามร้านวอล-มาร์ตดีขึ้น

สตีฟ บัลเมอร์” วัย 52 ปี กล่าวว่า เขาต้องการจะรักษาตำแหน่งผู้นำของ ไมโครซอฟท์ไปอีก 10 ปี ถ้าหากเขาอยู่รอดได้ถึงแม้เพียง 5 ปี ก็จะสร้างความมั่นใจให้ได้ว่าระบบปฏิบัติการต่อไปของไมโครซอฟท์ “วินโดวส์ 7″ ที่จะออกสู่ตลาดในปี 2010 ต้องดีกว่าวิสต้า

ขณะเดียวกันกลยุทธ์ด้านอินเทอร์เน็ตที่นับวันจะมีความสำคัญมากขึ้น ไมโครซอฟท์ต้องสร้างความชัดเจนให้ได้ว่าแนวทางการดำเนินงานด้านอินเทอร์เน็ตจะเป็นอย่างไร เพราะที่ผ่านมาไมโครซอฟท์รั้งตำแหน่งที่ 3 หรือต่ำกว่าในเกือบทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับอินเทอร์เน็ต ตามหลังกูเกิล ยาฮู และผู้เล่นในตลาดรายอื่น รวมถึงกรณีร้อนๆ อย่างการควบรวมกิจการกับ “ยาฮู” ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ หรือจะยุติบทบาทของตนเองลง

ไมโครซอฟท์จำเป็นต้องควบรวมกิจการกับยาฮู เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านการสืบค้นข้อมูล และการตลาดบนอินเทอร์เน็ต อย่างไรก็ตามเมื่อดีลครั้งนี้ ไม่ประสบผลสำเร็จ เราจำเป็นต้องมีแผนสำรอง ไม่ใช่เพราะต้องการที่จะแสดงเหตุผลต่อนักลงทุนหรือลูกค้า แต่ต้องสามารถนำพาไมโครซอฟท์เข้าสู่ยุค web computing โดยไม่มีบิล เกตส์ ยืนอยู่ เคียงข้างได้ด้วย” บัลเมอร์กล่าว

โชคชะตาของไมโครซอฟท์ภายใต้การกุมบังเหียนของ “สตีฟ บัลเมอร์” ยังเป็นที่จับตามองของทุกฝ่าย ว่าความสามารถของเขาเพียงพอที่จะพาองค์กรระดับโลกเข้าสู่ยุคการจัดการข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต โดยไม่ทำให้รายได้หลายหมื่นล้านดอลลาร์เกิดภาวะสั่นคลอนได้หรือไม่

เดอะ ซีแอตเติล ไทมส์” รายงานว่า ภาวะการเปลี่ยนผู้นำของไมโครซอฟท์ถือเป็นความท้าทายน้อยที่สุดที่ไมโครซอฟท์ต้องเผชิญ แต่ความท้าทายหลักคือการพาธุรกิจของบริษัทเดินไปข้างหน้า เพราะปัจจุบันอัตราการเติบโตของไมโครซอฟท์ โตเต็มที่แล้วจึงอยู่ในภาวะลดลง ดังนั้นจึงต้องพุ่งเป้าความสนใจใหม่ไปยังลูกค้าในตลาดเกิดใหม่ที่มีมากกว่าพันล้านคนแทน

ถึงกระนั้นปัญหาหลักในตลาดเกิดใหม่คืออัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ที่มีสัดส่วนสูงมาก และได้กลายเป็นโจทย์ท้าทายของไมโครซอฟท์ หากยังต้องการกระตุ้นกำลังซื้อของผู้บริโภคในตลาดกลุ่มนี้

บัลเมอร์” ยอมรับว่า ไม่มีใครมาแทนบิล เกตส์ได้ แต่คนไม่ได้ซื้อสินค้าของไมโครซอฟท์ เพราะบิล เกตส์ แต่เพราะต้องการใช้สินค้าเพื่อดำเนินธุรกิจอย่าง ต่อเนื่อง โดยขึ้นอยู่กับคุณภาพและ นวัตกรรมของไมโครซอฟท์ที่ใส่เพิ่มเข้าไปมากกว่า

คำถามที่ได้ยินตลอดเวลาคือ พวกเราจะรวมกับยาฮูเพื่อผนวกบริการด้านเสิร์ชได้อย่างไร ไม่ใช่ว่าพวกเราจะอยู่ได้ไหมถ้าไม่มีบิล” บัลเมอร์กล่าว

ขณะที่ ดิ อีโคโนมิสต์รายงานถึงสิ่งที่ “เรย์ ออซซี่” ผู้บริหารระดับสูงด้านสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ และเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของไมโครซอฟท์ กล่าวถึงประเด็นที่หลายฝ่ายออกมาให้ความเห็นว่า ซอฟต์แวร์อาจถึงจุดจบ หากเว็บเข้ามามีบทบาทในการทำงานมากขึ้นจนแทนที่การใช้ซอฟต์แวร์ และอาจส่งผลให้ไมโครซอฟท์ลำบากมากขึ้น

เมื่อใดก็ตามที่หลายสิ่งเกิดขึ้น คนทั่วไปคิดว่าสิ่งนั้นกำลังจะทำให้เกิดการเปลี่ยน แปลงครั้งยิ่งใหญ่ แต่ในความเป็นจริงคอนซูเมอร์เป็นนักปฏิบัติมากๆ และมักผสมระหว่างสิ่งเก่ากับสิ่งใหม่ได้อย่างลงตัว และการผสมผสานนี้ขึ้นกับว่าคนเหล่านั้นอยู่ที่ไหน ใช้อุปกรณ์อะไร และต้องการที่จะทำอะไร แทนที่จะถึงจุดจบของซอฟต์แวร์ แต่จะเป็นซอฟต์แวร์บวกกับให้การบริการ และนี่คือกลยุทธ์บทใหม่ของไมโครซอฟท์” เรย์ ออสซี่ กล่าว

ที่มา : นสพ.ดอทคอม

?

Technorati Tags: ,

ปิด
E-mail It