Wordpress Themes
Jun 27

ไม่สงสัยเลยว่าทำไม Microsoft ถึงเติบโตอย่างทุกวันนี้ เพราะบิล เกตส์ บอกว่า การส่ง email ถึงลูกน้องคืองานของเขา

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ :

หลัง จากที่มีข่าวการอำลาจากงานประจำที่ Microsoft อย่างถาวรของบิล เกตส์ ภายในสิ้นเดือนมิถุนายนนี้ ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะรำลึกถึงวันเก่าๆ ของบุรุษผู้ร่ำรวยที่สุดในโลกคนนี้ ซึ่งได้สร้างความมหัศจรรย์ให้แก่โลกไอทีนับตั้งแต่เขาถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1955 หรือเมื่อ 53 ปีก่อน

ภาพวันเก่าๆ ของบิล เกตส์ ถูกบันทึกเอาไว้ตั้งแต่เด็กจนปัจจุบันในเว็บไซต์ของ Seattle Post-Intelligencer รวมถึงยังมี email ที่บิล เกตส์ เคยส่งถึงลูกน้องเพื่อต่อว่าการทำงานที่ย่ำแย่ของเว็บไซต์ Microsoft อีกด้วย ลองมาดูตัวอย่างอีเมลฉบับหนึ่งที่เขาส่งในปี 2003 หรือ 5 ปีก่อน ซึ่งอาจทำให้เห็นบุคลิกเฉพาะตัวและการทำงานของบิล เกตส์ ได้ดียิ่งขึ้น

—- Original Message —-

From: Bill Gates

Sent: Wednesday, January 15, 2003 10:05 AM

To: Jim Allchin

Cc: Chris Jones (WINDOWS); Bharat Shah (NT); Joe Peterson; Will Poole; Brian Valentine; Anoop Gupta (RESEARCH)

Subject: Windows Usability Systematic degradation flame

ผมค่อนข้างผิดหวัง ที่การใช้งาน Windows ดูเหมือนจะถอยหลังลงคลองมากขึ้นทุกวัน และกลุ่มที่ทำงานด้านบริหารจัดการโปรแกรมก็ไม่ยกเรื่องนี้มาถกเป็นปัญหากัน เสียที

ผมจะยกตัวอย่างสิ่งที่ผมเจอเมื่อวานนี้แล้วกัน

ผมต้องการ ดาวน์โหลดโปรแกรม Moviemaker และซื้อชุดโปรแกรม Digital Plus ผมก็เลยเข้าไปที่เว็บไซต์ Microsoft.com แล้วก็ไปที่หน้าดาวน์โหลด แต่ปรากฏว่า 5 ครั้งแรก ผมเข้าไปที่หน้าดาวน์โหลดไม่ได้ เพราะเว็บค่อนข้างช้าและแจ้งว่าหมดเวลาการใช้งาน (time out) แต่สุดท้ายผมก็พยายามเข้าไปจนได้

เมื่อเข้าไปได้แล้ว โปรแกรม Moviemaker ไม่ได้อยู่ใน 5 อันดับแรกของโปรแกรมที่จะให้ดาวน์โหลด ผมก็เลยคลิกไปดูอีก 45 อันดับที่เหลือ แต่ก็ไม่เจอ จึงหันมาลองใช้ระบบกรองคำค้นหา โดยใช้คำว่า

Media…ไม่เจอ

movie…ยังไม่เจอ

movie maker…ไม่พบอะไรเลย

ผมหมดความอดทน จึงอีเมลไปหา Amir ถามว่าโปรแกรม Moviemaker ที่จะให้ดาวน์โหลดอยู่ที่ไหน มันมีอยู่ในเว็บหรือเปล่า เขาตอบว่าให้ผมเข้าไปที่หน้าแรกของเว็บ และพิมพ์คำว่า movie maker (ไม่ใช่ moviemaker) ลงในช่อง search

ผมจึงลองดู แล้วก็พบว่าเว็บนี้ช้าอย่างน่าสมเพช มันใช้เวลาถึง 6 วินาทีในการค้นหา พอหาเจอแล้วผมก็หวังว่าจะมีปุ่มให้ดาวน์โหลดเสียที แต่ปรากฏว่าระบบบอกให้ไปที่หน้า Windows Update ก่อน เพื่อลง hotfix และอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะไปหมด

นี่เป็นเรื่องประหลาดสำหรับผมเอามากๆ ทำไมผมต้องไปที่หน้าอื่นๆ และสแกนอะไรอีกมากมาย เพื่อที่จะดาวน์โหลด Moviemaker แค่นั้นเอง

สุดท้ายผมก็จำเป็น ต้องไปหน้า Windows Update แล้วมันก็บังคับให้ผมต้องดาวน์โหลดไฟล์ทั้งหมด แถมไม่ได้โหลดพร้อมกันด้วย มันให้ผมเลือกโหลดทีละตัวๆ

คำถามก็คือ Windows Update มันไม่รู้จักวิธีที่จะคุยกับ Windows กันเองหรือไงว่าอันไหนจำเป็นก็ให้ดาวน์โหลดไปเลย

จากนั้นผมก็สั่งให้มันสแกน ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างนาน เมื่อสแกนเสร็จ มันบอกว่าผมต้องดาวน์โหลดไฟล์ทั้งหมด 17 MB

ช่วงดาวน์โหลดถือ ว่าเร็วใช้ได้ แต่ช่วง Install กลับใช้เวลานานถึง 6 นาที และทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานช้ามากจนผมไม่สามารถใช้ทำงานอย่างอื่นได้เลย มันบ้ามากๆ

เท่านั้นยังไม่พอ หลังจาก Install เรียบร้อย มันบอกให้ผม reboot เครื่อง ไม่เข้าใจว่าทำไมต้อง reboot ทั้งๆ ที่ผมก็สั่ง reboot ทุกคืนอยู่แล้ว แล้วนี่จะมาให้ reboot อีกทำไม

เอาล่ะ ถึงยังไงผมก็ต้อง reboot เพราะระบบบังคับให้ต้องทำอย่างนั้น ซึ่งแน่นอนว่างานที่ผมทำค้างอยู่นั้นหายไปหมด พอเครื่องเปิดขึ้นมาใหม่ ผมก็แทบจะลืมไปแล้วว่าตัวเองต้องการจะทำอะไรในตอนแรก

ผมกลับไปที่หน้า เว็บ Microsoft อีกครั้ง และเข้าไปจนเจอที่ดาวน์โหลด Moviemaker แต่ระบบให้คลิกเลือก OS ที่ใช้อยู่เสียก่อน ซึ่งผมใช้ Windows XP แต่…

ทำไมผมต้องแจ้งว่า ผมใช้ XP ด้วย ทั้งๆ ที่ตอนทำ Windows Update มันก็รู้ว่าผมใช้ XP อยู่ มันประหลาดมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อผมคลิก XP แล้ว ในที่สุดก็พบ Moviemaker จนได้

ช่วงดาวน์โหลดเร็ว เหมือนเดิม แต่ช่วง Install ก็ช้ามากเหมือนเดิม และในระหว่างนั้น ระบบบอกว่าต้องมีโปรแกรม Windows Media Series 9 ด้วย ผมจึงต้องไปดาวน์โหลดมาอีก

คราวนี้มีหน้าต่าง ขึ้นมาว่าจะ Open หรือ Save ผมไม่รู้ว่าต้องคลิกอันไหน ประหลาดมากที่ไม่มีคำอธิบายบอกความแตกต่างของมัน ผมจึงเลือก Open ซึ่งก็เช่นเคย ช่วงดาวน์โหลดเร็ว แต่ Install นานถึง 7 นาที

ถึงตอนนี้ผมก็คิด ว่าน่าจะได้โปรแกรม Moviemaker มาแล้ว จึงลองไปดูที่ add/remove programs ในเครื่องเพื่อให้แน่ใจว่าดาวน์โหลดสำเร็จจริงๆ

ปรากฏว่า…ไม่มี!!!

มีแต่ขยะอะไรก็ไม่ รู้เต็มไปหมด อย่างพวก Microsoft Autoupdate Exclusive test package, Microsoft Autoupdate Reboot test package, Microsoft Autoupdate testpackage1, Microsoft Autoupdate testpackage2, Microsoft Autoupdate test package3

บางคนลองลบตัวที่ คิดว่าไม่ได้ใช้ออกไป ปรากฏว่าระบบไฟล์ใช้ไม่ได้อีกเลย พวก registry ก็ใช้ไม่ได้ รายชื่อโปรแกรมพวกนี้ก็กลายเป็นขยะไปในทันที เท่านั้นยังไม่พอ ผมลองไล่ดูไปเรื่อยๆ ก็พบไฟล์ที่มีชื่อแปลกๆ อย่างเช่น

Windows XP Hotfix see Q329048 for more information

มันคืออะไรเหรอ…Q329048

อะไรมันจะเละเทะขนาดนี้ มีขยะเยอะแยะไปหมด แต่ไม่มี Moviemaker

ผมจึงล้มเลิกความ ตั้งใจ หันไปดาวน์โหลด Digital Plus แทน แต่ระบบบอกให้ผมใส่ข้อมูลเกี่ยวกับตัวเองให้ครบเสียก่อน พอใส่เรียบร้อย ระบบบอกว่าผมพิมพ์บางอย่างผิด ต้องพิมพ์ใหม่ แล้วมันก็ลบข้อมูลที่ผมใส่ไปแล้วออกเกือบหมด ผมต้องนั่งกรอกข้อมูลใหม่อย่างนี้ 5 ครั้ง เพราะมันลบข้อมูลทุกครั้งที่ผมพิมพ์ผิด จนผมไม่รู้ว่าพิมพ์ผิดตรงไหนบ้าง

กว่า 1 ชั่วโมงที่ผมต้องงมกับการใช้งานบนหน้าเว็บไซต์ Microsoft ซึ่งพบว่ามันเลวร้ายและบ้าเอามากๆ และสุดท้ายผมก็ไม่ได้โปรแกรม Moviemaker และ Digital Plus จนได้

—————————-

นี่เป็นอีเมลที่บิล เกตส์ ส่งให้ลูกน้องอ่านเมื่อ 5 ปีก่อน ซึ่งไม่จำเป็นต้องสะท้อนถึงประสิทธิภาพการใช้งานของเว็บ Microsoft ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม บิล เกตส์ บอกว่า ?ไม่มีวันไหนเลยที่ผมจะไม่ส่งอีเมลถึงพนักงาน เพราะนั่นคืองานของผม?

ข่าวจาก : กรุงเทพธุีีรกิจ ออนไลน์

Technorati Tags: , ,

Jun 16

เรียกได้ว่าตอนนี้สายตาทุกคู่กำลังจดจ้องกับผลการสำรวจ ?ค่าตัว? ของบุคลากรในแวดวงไอที ซึ่งนิตยสาร InformationWeek ได้จัดทำขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของทุกปี โดยเป็นการอ้างอิงจากสภาพการจ้างงานของตลาดแรงงานในสหรัฐอเมริกา

ผลการสำรวจพบว่า ค่าเหนื่อยของบุคลากรในธุรกิจไอทีนั้นลดลงประมาณ 2,000 ดอลลาร์มาอยู่ที่ 76,000 ดอลลาร์ ในขณะที่ระดับผู้บริหาร อัตราผลตอบแทนลดลงมาอยู่ที่ 103,000 ดอลลาร์ แต่ที่น่าสนใจมากกว่านั้น จากการสำรวจไปยังกลุ่มตัวอย่าง 9,600 คน นอกจากจะได้รู้เรื่องของอัตราจ้างงานแล้ว ยังได้ข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณในการอบรม และสร้างเสริมทักษะให้แก่บรรดาทรัพยากรบุคคลของแต่ละบริษัทด้วย

หลายปีที่ผ่านมา หลายบริษัทประกาศงดการขึ้นเงินเดือน จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว 74% ของพนักงานระดับปฏิบัติการ และ 80% ของกลุ่มผู้บริหารรายงานว่าได้รับการเพิ่มเงินเดือน ในขณะที่เพียงแค่ 65% ของพนักงานปฏิบัติการ และ 71% ของผู้บริหารกล่าวว่า จะได้รับเงินเดือนขึ้นในปีนี้ แต่อัตราการขยับขึ้นนั้นน้อยนิด บรรดาพนักงานระดับปฏิบัติการได้รับเงินเดือนขึ้นเฉลี่ยประมาณ 2.9% ในขณะที่ปีที่ผ่านมาอัตราการขึ้นเงินเดือนอยู่ที่ 3.3% และผู้บริหารได้รับการปรับขึ้นในอัตรา 3.7% ในขณะที่ปีที่แล้วพวกเขาได้รับการขึ้นเงินเดือน 4.2%

นับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2007 บรรดานายจ้างเริ่มรัดเข็มขัดในนโยบายการปรับเงินเดือน อัตราจ้าง โดย เดวิด แวน เดอ วอร์ธ จากบริษัทวิจัยและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มอร์เซอร์ กล่าวว่านอกจากการขึ้นเงินเดือนจะน้อยลงแล้ว งบประมาณด้านการจัดการบริหาร และฝึกอบรมพนักงาน เพื่อมองหาพนักงานใหม่ และดึงตัวพนักงานคนเดิมให้อยู่กับบริษัทเองก็เริ่มน้อยลงด้วยเช่นกัน

?ธุรกิจในอุตสาหกรรมไอทีเองก็เริ่มได้รับผลกระทบเหมือนกับธุรกิจอื่นๆ แล้ว? เขากล่าว

บิล โอ เรียลรี ได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้นในอัตราที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว และเขาก็ตัดสินใจเปลี่ยนงาน โดยหลังจากที่ทำงานเป็นผู้จัดการในสถาบันวิจัยในซีแอตเติลถึง 6 ปี โดยจะต้องทำงานเกี่ยวกับการวิจัยผู้ป่วยโรคมะเร็ง โอ เรียลรี ได้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นถึง 10% เมื่อปีที่แล้ว แต่ในที่สุด เขาบอกว่า เมื่อเขาได้รับข้อเสนอที่ดีกว่าจากบริษัทไฮเทคแห่งหนึ่ง ที่แม้จะเสนอเงินเดือนเท่าเดิม แต่ด้วยการแบ่งหุ้นของบริษัท และการมี ?อุปกรณ์ไฮเทคใหม่ๆ เอาไว้เล่น? ทำให้เขาไม่ลังเลที่จะเปลี่ยนงาน

และในปีนี้ ที่บริษัทแห่งใหม่ เขาได้รับเงินเดือนขึ้นประมาณ 3.5-4% แต่ด้วยอัตราผลตอบแทนแบบแบ่งส่วนกำไรทุกไตรมาส และผลตอบแทนอื่นๆ นอกจากเงินเดือน ทำให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้นในส่วนนี้มากถึง 3,500-4,000 ดอลลาร์ต่อปี

ในส่วนของเงินโบนัสในปีนี้มีรายงานว่าลดลงประมาณ 1,000-3,000 ดอลลาร์ ในกลุ่มพนักงานระดับปฏิบัติการ และประมาณ 7,000 ดอลลาร์ในกลุ่มผู้บริหาร โบนัสคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 4% ของอัตราตอบแทนของระดับพนักงาน และ 7% ของผู้บริหาร ซึ่งถือว่าเป็นค่าที่อยู่ในระดับกลางๆ หากไม่นับวิกฤติโลกไอทีในปี 2001 ซึ่งในช่วงนั้นฟองสบู่ได้ดันให้โบนัสพุ่งทะยานขึ้นถึง 16%

โดยกล่าวกันว่า ครึ่งหนึ่งของพนักงาน และสองในสามของผู้บริหารถึงกับยิ้มแก้มปริเพราะได้รับเงินโบนัส 63% ของพนักงาน และ 71% ของผู้บริหารได้รับเงินโบนัสโดยอิงจากผลการทำงาน และ 42% กับ 47% ได้รับโบนัสโดยอิงจากการแบ่งส่วนกำไร และอีก 15% กับ 21% ได้รับโบนัสจากจำนวนความคืบหน้าของโปรเจคที่อยู่บนมือ

เมอร์เซอร์ กล่าวว่า การธุรกิจที่ให้บริการเกี่ยวกับรักษาความลับของข้อมูลก็ไม่ได้ร้อนแรงมาก เท่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าคนที่ทำงานในธุรกิจนี้จะได้รับค่าตอบแทนค่อนข้างสูง โดยในช่วงหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 นั้น หลังจากที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายแทรกซึมไปทั่วโลก ได้มีการวางมาตรการรักษาความปลอดภัยด้านระบบข้อมูลอย่างเข้มงวด และมีการฝึกอบรมพนักงาน รวมทั้งผลิตโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อรักษาความลับของบริษัท แต่เมื่อเวลาผ่านไป โปรแกรมและระบบทางเลือกซึ่งใช้งบประมาณไม่สูงเท่าก็เริ่มเข้ามาเป็นทางออก ให้กับบริษัทที่ ?งบไม่ถึง?

อย่างไรก็ตาม ระบบการรักษาความปลอดภัยในข้อมูลที่เป็นความลับของราชการยังมาแรง” และยังมีงบประมาณสำหรับการลงทุนด้านนี้เสมอ โดยรายงานระบุว่า อัตราผลตอบแทนของผู้จัดการฝ่ายรักษาความปลอดภัยของข้อมูลนั้นเพิ่มขึ้นใน ระดับปานกลาง อยู่ที่ประมาณ 118,000 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากอัตราเดิมที่ 109,000 ดอลลาร์ ในขณะที่พนักงานในส่วนนี้ได้รับค่าจ้างที่ติดอันดับค่าจ้างสูง 5 อันดับแรกของวงการ โดยอยู่ที่ 86,000 ดอลลาร์

แม้การขึ้นเงินเดือนจะไม่ใช่ประเด็นหลักของปีนี้ แต่ดูเหมือนว่า ความต้องการงาน ?ตำแหน่งใหม่ๆ? ในวงการนี้เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น อย่างเช่น ตำแหน่งที่มีชื่อสวยๆ ?สถาปนิกไอที? ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มาแรงและมีความต้องการในตลาดสูงมาก

?สถาปนิกเป็นมากกว่าคนพัฒนาระบบ พวกเขาต้องออกแบบมันให้ได้ด้วย? แต่ดูเหมือนว่าข้อมูลดังกล่าวอาจไม่สอดรับกับอัตราการขึ้นเงินเดือนของ สถาปนิกด้านไอทีที่ดูแลด้านระบบ และสถาปนิกทั่วไปได้ เพราะในส่วนของทั้งสองงานนี้ อัตราการขึ้นเงินเดือนลดลงแม้ว่าจะเป็นตำแหน่งที่มีความต้องการในตลาดสูง โดยอัตราเฉลี่ยของค่าตอบแทนในตำแหน่งสถาปนิกไอทีนั้นอยู่ที่ประมาณ 105,000-100,000 ดอลลาร์

และสำหรับค่าตอบแทนของกลุ่มโปรแกรมเมอร์นั้นดูเหมือนว่าจะออกมาไม่เลวนัก แม้ว่าอุตสาหกรรมนี้จะต้องเผชิญกับภาวะการลดต้นทุน และการแข่งขันค่อนข้างสูงจากต่างประเทศ แต่อัตราผลตอบแทนของบุคลากรในกลุ่มนี้กลับออกมาอยู่ในระดับปานกลางไม่ได้ลด ลง อยู่ที่ประมาณ 66,000 ดอลลาร์ แต่ลดลงเล็กน้อยในกลุ่มนักวิเคราะห์ และลดลงถึง 5,000 ดอลลาร์ในกลุ่มของนักออกแบบระบบโปรแกรม

สตีเวน นีล นักพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับเวบไซต์ที่ทำงานในบริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าใน ตำแหน่งวิศวกรมากว่า 15 ปี โดยเริ่มจากตำแหน่งงานเล็กที่สุด เขามองว่าเขารู้สึกว่างานนี้ทำให้ชีวิตเขามั่นคง แต่หลังจากอ่านรายงานวิจัยของเมอร์เซอร์แล้ว เขาก็รู้สึกระมัดระวังตัวมากขึ้น เพราะในช่วงที่ผ่านมาเขาก็ถูกแช่แข็งในตำแหน่งเดิมมาระยะหนึ่งแล้ว และในปีนี้เขาคาดว่าจะได้รับการขึ้นเงินเดือนประมาณ 3% เท่านั้น ไม่ใช่ 5% เหมือนปีที่ผ่านๆ มา

ในขณะที่พนักงานระดับปฏิบัติการฝ่ายชายได้รับค่าตอบแทนเฉลี่ย 75,000 ดอลลาร์ มีรายงานว่าพนักงานระดับเดียวกันแต่เป็นผู้หญิงนั้นมีอัตราเฉลี่ยของเงิน เดือนอยู่ที่ 68,000 ดอลลาร์เท่านั้น คิดเป็นช่องว่างถึงประมาณ 8% ซึ่งก็ถือว่าช่องว่างนั้นลดลงกว่าปีที่แล้วที่อยู่ที่ระดับ 13% ในขณะที่ระดับบริหาร ผู้ชายจะมีรายได้ประมาณ 98,000 ดอลลาร์มากกว่าผู้หญิง 88,000 ดอลลาร์อยู่ 10% ถือเป็นช่องห่างที่เพิ่มมากขึ้นเล็กน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ส่วนอัตราตอบแทนประจำปีนั้นไม่ได้มีการแบ่งแยกความแตกต่างระหว่างเพศ

พนักงานฝ่ายช่วยเหลือในธุรกิจไอที ดูเหมือนว่าจะยังคงเป็นกลุ่มที่มีค่าตอบแทนต่ำที่สุดอยู่เช่นเดิม โดยอยู่ที่ประมาณ 51,000 ดอลลาร์ ส่วนระดับผู้จัดการจะมีรายได้ที่ 72,000 ดอลลาร์ เพราะถือว่าตำแหน่งนี้ถือเป็นตำแหน่งเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่การทำงานใน แวดวงไอที ก่อนที่จะไต่เต้าขึ้นไปเติบโตในตำแหน่งอื่น ๆ ต่อไป

จาก www.informationweek.com

Technorati Tags: , ,

ปิด
E-mail It