Wordpress Themes
Jul 18

นักวิจัยระบุ อีกไม่นานเมาส์จะตายไปจากโลกนี้ และมีอุปกรณ์อื่นมาแทนที่

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เกือบ 40 ปีแล้วที่เมาส์ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อใช้ในวงการคอมพิวเตอร์ แต่จากนี้ไปมันอาจจะกลายเป็นอดีตอย่างที่ใครก็คาดไม่ถึง

สตีฟ เพรนทิส นักวิจัยจากสถาบันวิจัยการ์ทเนอร์ บอกว่า จุดจบของเมาส์อาจมาเร็วกว่าที่คิด อาจจะภายใน 3-5 ปีข้างหน้าด้วยซ้ำ ซึ่งสิ่งที่จะมาแทนที่นั้น เป็นระบบที่จะจับท่าทางของผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นจอสัมผัส หรืออุปกรณ์จดจำหน้าตา

?ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เมาส์ก็ถือว่าเป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์ แต่สำหรับอุปกรณ์ความบันเทิงในบ้านหรือโน้ตบุ๊ค เมาส์แทบไม่มีประโยชน์เลย?

สิ่งที่ทำให้สตีฟเชื่อมั่นว่าเมาส์จะตายจากวงการเทคโนโลยีไป เพราะทุกวันนี้บริษัทที่ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ หันมาสร้างอุปกรณ์ที่สามารถตอบสนองผู้ใช้ในแบบอื่นๆ แทน ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของวงการเกมนั่นเอง

?อย่างพานาโซนิคเอง ตอนนี้กำลังพัฒนาระบบใหม่สำหรับอุปกรณ์ความบันเทิงในบ้าน นั่นก็คือระบบตรวจจับหน้าตาและท่าทางของผู้ใช้ คือแทนที่จะใช้รีโมทคอนโทรล คุณก็แค่ยกมือขึ้นมาเหมือนจะเปลี่ยนช่อง ระบบก็จะรู้ทันทีว่าคุณกำลังจะทำอะไร นอกจากนี้ มันยังจำหน้าตาคุณได้อีกด้วย เมื่อไรก็ตามที่คุณมานั่งหน้าจอ หน้าของคุณจะไปโชว์อยู่บนทีวีเลย แล้วคุณก็แค่เลื่อนมือไปมาเพื่อเลือกเมนูที่ต้องการบนจอ?

?ส่วนโซนี่กับแคนนอน รวมถึงผู้ผลิตรายอื่นๆ ใช้ระบบจดจำหน้าตาที่สามารถวิเคราะห์หน้าตาของคุณได้ในทันทีแบบเรียลไทม์ เช่น ถ้าคุณยิ้ม มันก็จะรู้ว่าคุณยิ้ม แถมยังมีอุปกรณ์ตรวจจับอารมณ์และความคิดอีกด้วย คือเมื่อคุณสวมมันเอาไว้บนหัว เพียงแค่คุณคิดเท่านั้น คุณก็สามารถควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ได้ ซึ่งระบบพวกนี้จะออกสู่ตลาดในเดือนกันยายนนี้แล้ว?

ขณะที่ โรรี่ ดูลี่ รองประธานกรรมการอาวุโสของ Logitech ผู้ผลิตเมาส์และคีย์บอร์ดรายใหญ่ที่สุดของโลก บอกว่า เรื่องจุดจบของเมาส์เป็นเรื่องที่พูดเกินจริงไปหน่อย เพราะตลอด 20 ปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถขายเมาส์ได้มากกว่า 500 ล้านชิ้น ซึ่งน่าจะเป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าเมาส์มีความสำคัญกับวงการคอมพิวเตอร์มากแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม โรรี่เห็นด้วยที่ผู้ใช้มีทางเลือกในการควบคุมคอมพิวเตอร์ได้หลากหลายมากขึ้น รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงไปตามไลฟ์สไตล์ของผู้คน แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้คุณค่าของเมาส์ลดลง

หากถามว่าทุกวันนี้เราพร้อมหรือยังที่จะวาดมือไปมาในอากาศ หรือแสดงสีหน้าท่าทางต่างๆ เพื่อควบคุมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ สตีฟบอกว่าเราจะพร้อมหรือไม่พร้อม ตอนนี้ก็มีคนเป็นล้านกำลังใช้อุปกรณ์ประเภทนี้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเกมนินเทนโด ?วี? หรือสมาร์ทโฟนอย่าง ?ไอโฟน? แล้วยังมีระบบมัลติทัช ที่ทำให้คุณขยายหรือย่อรูปภาพ เลื่อนไปมา และอีกหลายอย่างที่คุณอาจไม่รู้อีกด้วย

แล้วถ้าถามว่าคีย์บอร์ดล่ะ จะล้มหายตายจากไปด้วยหรือไม่ สตีฟบอกว่า คีย์บอร์ดเป็นอุปกรณ์พื้นฐานสำหรับใส่ข้อมูลตัวอักษร ซึ่งยากที่จะหาอุปกรณ์อื่นมาทดแทนได้ แต่สำหรับเมาส์นั้น ไม่ใช่

เมาส์ถูกคิดค้นขึ้นเมื่อ 40 ปีก่อน โดย ดร.ดักลาส เอนเกลบาร์ท ขณะที่เขาทำงานอยู่ในสถาบันวิจัยสแตนฟอร์ด แต่ ดร.ดักลาส ไม่เคยได้รับค่าลิขสิทธ์จากเมาส์เลย เพราะสิทธิบัตรของเขาหมดอายุลงในปี 1987 ก่อนที่วงการคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือ PC จะนำเมาส์มาใช้งาน

ที่มา : นสพ.ดอทคอม

Technorati Tags:

Jun 20

ผลวิจัยพบว่าผู้หญิงที่ำทำงานด้านไอทีและเทคโนโลยีตัดสินใจลาออกจากงานกว่าครึ่ง และส่วนใหญ่เป็นพนักงานระดับหัวกะทิด้วย

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ :

Harvard Business Review ได้เปิดเผยผลวิจัยล่าสุดพบว่า ผู้หญิงที่ทำงานด้านไอทีและเทคโนโลยีในสหรัฐอเมริกาและบริษัทใหญ่ๆ ในหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลีย จีน อินเดีย และรัสเซีย ตัดสินใจลาออกจากงานกว่าครึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 35-40 ปี เท่านั้นยังไม่พอ ผลสำรวจยังระบุว่าผู้หญิงกว่า 40% ที่ทำงานในสาขานี้อยู่ในระดับหัวกะทิเลยทีเดียว

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่เพราะผู้หญิงต้องออกไปดูแลลูกหรือครอบครัวอย่างที่หลายคนคิด แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือ การคุกคามทางเพศจากเพื่อนร่วมงานนั่นเอง ซึ่งผลสำรวจพบว่าผู้หญิงในสาขาอาชีพนี้กว่า 60% เคยมีประสบการณ์ถูกคุกคามทางเพศมาแล้วทั้งนั้น

ปัญหารองลงมาคือความโดดเดี่ยวในการทำงาน เพราะสายงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมักจะมีผู้ร่วมงานเป็นผู้ชาย ทำให้ผู้หญิงในสาขาอาชีพนี้ไม่มีต้นแบบ ไม่มีคู่หู หรือไม่มีที่ปรึกษาที่เข้าใจเธอดีพอ ซึ่งงานบางอย่างอาจเธออาจเป็นผู้หญิงคนเดียวในทีม หรือเป็นหัวหน้าของลูกน้องผู้ชาย หากลูกน้องไม่ให้ความนับถือ ก็จะทำให้เกิดแรงกดดันต่อการทำงานได้ง่าย

ปัญหาถัดมาคือการทำงานในที่เสี่ยงภัยหรือภาวะฉุกเฉินสำหรับผู้หญิงนั้น มักไม่เป็นที่ยอมรับของหัวหน้างาน เช่น ถ้าระบบไอทีที่สาขาย่อยในอีกเมืองหนึ่งเกิดล่มในกลางดึก หากเป็นผู้ชายก็สามารถขึ้นเครื่องบินไปได้ในทันที อาจจะปลุกปล้ำอยู่ที่นั่นสัก 2-3 วันเพื่อแก้ปัญหาให้ลุล่วง และถ้าล้มเหลว เพื่อนร่วมงานหรือหัวหน้าก็อาจจะให้โอกาสแก้ตัวอีกครั้ง แต่ถ้าเป็นผู้หญิงก็ค่อนข้างลำบากในการเดินทาง และหัวหน้างานมักไม่ให้โอกาสแก้ตัวอีกครั้งหากล้มเหลว แต่มักจะส่งผู้ชายไปทำแทน เป็นต้น

สุดท้ายคือชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน โดยในสายอาชีพนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 71 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือวันละประมาณ 12-14 ชั่วโมงเลยทีเดียว ซึ่งไม่เหมาะเอามากๆ กับผู้หญิงในวัย 35-40 ปี ที่มักจะมีลูกและภาระทางครอบครัวที่ต้องดูแลมากขึ้น

คำถามคือหนทางแก้ปัญหาคืออะไร วิธีแก้ปัญหาที่ได้ผลค่อนข้างดีคือ บริษัทควรหาที่ปรึกษาให้แก่ผู้หญิงที่ทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ หรืออาจจะตั้งชมรมพนักงานผู้หญิงขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หรืออาจใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย เช่น บริษัท Cisco ซึ่งให้พนักงานผู้หญิงในอินเดีย สามารถปรึกษาพนักงานหญิงอาวุโสในซานโฮเซ่ผ่านวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์

บริษัทด้านไอทีและเทคโนโลยีในเมืองไทยเองก็ควรรีบสำรวจดูว่า พนักงานผู้หญิงในระดับสูงขึ้นไปนั้นมีปัญหาถูกกดดันในอาชีพหรือไม่ มิฉะนั้นในระยะยาวแล้ว บริษัทเหล่านี้อาจจะมีแต่ผู้ชายทำงานกันหมดก็เป็นได้…ขาดความหลากหลายทางชีวภาพอย่างแรง!!!

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์

Technorati Tags: , , ,

Jun 14

Web 3.0 ถูกออกแบบมาบนพื้นฐานความเชื่อ และการวิเคราะห์จากปริมาณของข้อมูลใน Web 2.0 ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เว็บต่างๆ ต้องมีระบบบริหารจัดการเว็บให้ดีขึ้น ง่ายขึ้น ด้วยรูปแบบ Metadata ซึ่งก็คือการนำข้อมูลมาบอกรายละเอียดของข้อมุลนั้นๆ นั่นเอง โดยระบบเว็บจะเป็นผู้จัดการในการค้นหาข้อมูลให้เราเองครับ จึงสามารถคาดการณ์ถึงข้อมูลได้ว่าจะมีการเชื่อมโยงกันอย่างมีระบบระเบียบ มากขึ้น

Web 3.0 ดูๆ ไปแล้วก็คงเป็นการพัฒนา แก้ไขปัญหาในระบบ Web 2.0 มากกว่าสร้างบนพื้นฐานความรู้ใหม่ โดยจะไปเน้นเรื่องการจัดการข้อมูลในเว็บมากขึ้น และดีขึ้น ทำให้ผู้เยี่ยมชมสามารถเขัาถึงเนื้องหาของเว็บได้ดีขึ้นนั้นเอง

เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่น่าจะเข้าไปมีส่วนให้การพัฒนาเว็บให้เป็น Web 3.0 นั้น เท่าที่ค้นหาจากแหล่งต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตพอสรุปได้คราวๆ ดังนี้?

  1. Artificial Intelligence (AI) อันนี้ไม่ต้องอธิบายมาก เป็นระบบสมองกล ที่นิยายวิทยาศาสตร์มักจะนำไปใส่ไว้ในหุ่นยนต์ โดยเจ้า AI จะสามารถคาดเดาผู้ใช้งานได้ว่ากำลังค้นหา หรือคิดอะไรอยู่
  2. Semantic Web เป็นระบบที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ทั้งที่อยู่ในเว็บของผู้พัฒนาและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ให้มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งจะทำให้ระบบฐานข้อมูลมีขนาดใหญ่มากๆ หรืออาจทำให้เกิดฐานข้อมุลโลก (Global Database) ไปเลยก็ได้
  3. Composite Applications เป็นการผสมผสาน Application หรือโปรแกรม หรือบริการต่างๆ ของเว็บ ที่มาจากแหล่งต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อประโยชน์ของผู้ใช้งานนั้นเอง
  4. Semantic Wiki คำว่า Wiki นี้ เราเริ่มเห็นๆ ออกมามากแล้วนะครับ เป็นการอธิบายคำๆ หนึ่ง คล้ายกับดิกชันนารีนั้นเองครับ ดังนั้นถ้า Web 3.0 เป็น Wiki ด้วยแล้วนั้น จะทำให้เราสามารถหา ความหมาย หรือข้อมูลต่างๆ ได้ละเอียด และแม่นยำมากขึ้น
  5. Ontology Language หรือ OWL เป็นภาษาที่ใช้ในการอธิบายสิ่งต่างๆ ให้มีความสัมพันธ์กัน โดยดูจากความหมายของสิ่งนั้นๆ ซึ่งก็จะเชื่อมโยงกับระบบ Metadata นั้นเอง (เขียนไว้ข้างบน)

จากทั้ง 5 เทคโนโลยีที่ว่ามานี้ ยังมีอีกหลายเทคโนโลยีที่จะเข้ามาพัฒนาให้ไปสู่ Web 3.0 ถ้าได้ข้อมุลมาผมจะทำการ update ให้นะครับ ต้องยอมรับครับว่า Web 3.0 เป็นเรื่องใหม่จริงๆ ข้อมูลขาดตกบกพร่อง ผิดพลาด หรือแนะนำสิ่งต่างๆ เกี่ย่วกับ Web 3.0 มาได้นะครับ จะขอบคุณยิ่ง

ข้อมูลจาก : computer.co.th

Technorati Tags: , ,

Jun 09

นายสตีเฟ่น แทน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงค์โปร์ เอ็กซิบิชั่น เซอร์วิสเซส จำกัด (SES) กล่าวถึง การจัดงาน คอมมิวนิคเอเชีย 2008 และ บรอดคาสต์เอเชีย 2008 ว่าเป็นงานแลกเปลี่ยนทางการค้าระหว่างผู้ประกอบการที่ใหญ่ที่สุดในด้านอุตสาหกรรมการสื่อสารข้อมูลและสื่อกลางประเภทต่างๆ โดยในงานคอมมิวนิคเอเชีย 2008 กลุ่ม WiMAX และ IPTV/mobile entertainment จะรวมตัวกันใหญ่กว่าที่ผ่านมา และบริษัทฯต่างๆจะนำเทคโนโลยีล่าสุดของแต่ละบริษัทฯมาเสนอในงานนี้ จุดเด่นอื่นๆ ของงานรวมถึงระบบสัญญาณดาวเทียม และเครือข่ายสำหรับยุคสมัยหน้า (Next-Generation Networks) โดยผู้จำหน่ายจะแสดงวิธีการเชื่อมเครือข่ายในบางส่วนให้ผู้สนใจได้ชม โดยในปี2551 งานคอมมิวนิคเอเชียได้ใช้พื้นที่1,700 ตารางเมตร ในสิงคโปร์ พาวิลเลี่ยน ที่เป็นพาวิลเลี่ยนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศสิงค์โปร์?

?

ปธ.บริหาร บ.สิงค์โปร์ เอ็กซิบิชั่น เซอร์วิส กล่าวต่อว่า บริษัทอินเทอร์เนตยักษ์ใหญ่อย่าง Yahoo จะแสดงวิธีการค้นหาโปรแกรมการใช้งานสำหรับผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ โดยการใช้ mini Web pages ในการค้นหาข้อมูลบนหน้าจอมือถือ และเทคนิคการเรียกโดยใช้เสียง นอกจากนี้ยังมีผู้ประกอบการด้าน Navigation และระบบการติดตามท้องถิ่น Location Based Services (LBS) มาแสดงในงานคิมมิวนิคเอเชีย 2008 ด้วย และ NAVTEQ Global LBS Challenge ที่เป็นผู้ให้บริการข้อมูลแผนที่ดิจิตอลชั้นนำระดับโลก จะนำเทคโนโลยีมาแสดงในงานนี้ โดยจะเป็นครั้งแรกในเอเชียแปซิฟิก และ Garmin จะนำ Nuvifone ที่เป็นสินค้าที่ผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือและระบบ GPS รอคอย โดยจะเป็นอุปกรณ์ที่รวมการสื่อสาร การใช้ mobile web และ navigation ในชิ้นเดียว และ Tele Atlas จะนำ Mobile Mapping Van มาแสดงในงาน โดยเป็นสินค้าชิ้นแรกในเอเชีย โดยรถตู้นี้สามารถถ่ายรูปถนนได้ 360 องศา ที่จะช่วยให้การทำงาน 3G สำหรับนำไปใช้ในการทำระบบ Mobile Mapping System

?

?คอมมิวนิคเอเชีย และบรอดคาสต์เอเชีย จะเป็นงานหลักสำหรับวงการ ไอซีที ในเอเชีย โดยแต่ละปี ผู้ประกอบการจะทำให้เราประหลาดใจเสมอกับสินค้าและเทคโนโลยีใหม่ที่เขานำมาแสดงในงาน และมันยังเป็นเช่นนั้นสำหรับงานปีนี้ ผมเชื่อว่าจะมีบริษัทมากมายที่เข้ามาแสดงในงานทั้ง 2 งานที่จะนำข่าวคราวและเทคโนโลยีล่าสุดมาแสดงในมิถุนายนนี้? นายสตีเฟ่น กล่าว?

?

ปธ.บริหาร บ.สิงค์โปร์ เอ็กซิวิชั่น เซอร์วิส กล่าวอีกว่า อุตสาหกรรมด้านการสื่อสารกำลังเป็นที่สนใจอย่างมากในสิงค์โปร์ ทำให้งานบรอดคาสต์เอเชีย 2008 จัดในพื้นที่กว่า 1200 ตารางเมตร สำหรับผู้ประกอบการชาวสิงค์โปร์ในด้าน ดิจิตอล บรอดคาส์ติ้ง ด้วยการนำของ กระทรวงพัฒนาด้านการสื่อสารของสิงค์โปร์ (MDA) ทำให้บริษัทสิงค์โปร์กว่า 35 บริษัท ที่จะนำสินค้าล่าสุดมาแสดงในงานนี้ โดยจะมีสินค้าในด้าน Interactive Digital Media,Protocol TV และ High-definition TV เทคโนโลยี โปรแกรมการใช้งาน และบริการ??

?

นายสตีเฟ่น กล่าวด้วยว่า งานบรอดคาสต์เอเชีย 2008 ปีนี้ ยังมี HD Studio Xperience ที่จะนำประสบการณ์ด้านการผลิตรายการในแบบ HD และจะมีการอธิบายเกี่ยวกับประโยชน์ของเทคโนโลยี Media Asset Management (MAM) ที่มีต่อผู้ออกอากาศสามารถใช้ในการออกแบบการทำงานในรูปแบบใหม่ เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ในการวางมาตรฐานการผลิตและจัดเก็บ จุดสำคัญที่สุดในงานบรอดคาสต์เอเชีย 2008 คือ NHK ที่เป็นสถานีออกอากาศของประเทศญี่ปุ่นที่จะนำ Super Hi-vision หรือที่รู้จักกันในนามของ Ultrahigh-Definition สำหรับฉายบน Wide-Screen ที่ใช้ Scanning Lines 4000 เส้น โดยสามารถทำให้ชัดขึ้นถึง 16 เท่า เมื่อเทียบกับระบบ HDTV มาแสดงให้ชมเป็นครั้งแรกในทวีปเอเชียที่อยู่นอกประเทศญี่ปุ่น และผู้เข้าชมงานบรอดคาสต์เอเชีย 2008 จะเป็นพยานกลุ่มแรกที่จะได้สัมผัสประสบการณ์ความเหมือนจริงที่สามารถรับชมได้จากระบบนี้

ข่าวจาก :? ไทยรัฐ

?

?

Jun 09

กสท เผย เทคโนโลยี 3G ทำให้รูปแบบการใช้ชีวิตคนเปลี่ยนไป อนาคตมีสิทธิใช้มือถือฟรีแต่ต้องทนกับโฆษณาผ่านมือถือ

นายพิศาล จอโภชาอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานสัมมนาเรื่อง ?3จี พลิกโทรคมนาคม : คนไทยได้อะไร?? ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ว่า เมื่อเทคโนโลยีการสื่อสารแบบ 3จีเข้ามา รูปแบบการใช้ชีวิตของคนไทยจะเปลี่ยนไปเป็นแบบ ?โมบาย ไลฟ์สไตล์? ซึ่งสามารถเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งจะเป็นการใช้งานวอยซ์ โอเวอร์ ไอพี วิดีโอสตรีมมิ่ง และการเล่นเกมออนไลน์บนมือถือ และในอนาคตเมื่อ 3จีได้รับความนิยมมาก ๆ ประชาชนก็อาจได้ใช้โทรศัพท์มือถือฟรีโดยไม่ต้องจ่ายค่าบริการ เพราะมือถือจะกลายเป็นช่องทางการรับรู้ข่าวสารที่ติดตัวไปทุกที่ โดยรายได้ต่าง ๆ จะมาจากการโฆษณาบนมือถือ

ด้านนายสรรค์ชัย เตียวประเสริฐกุล หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการตลาด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า เทคโนโลยี 3จี ไม่ได้เป็นการพลิกธุรกิจโทรคมนาคม เป็นเพียงวิวัฒนาการของระบบโทรคมนาคมที่สามารถรองรับการใช้งานได้มากขึ้น และการที่ประเทศไทยมี 3จีจะทำให้คนไทยเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ได้มากขึ้น เพราะ 3จี ทำให้การใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือมีความเร็วสูงถึง 6-7 เมกะบิต/วินาที

นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่า จะพยายามผลักดันการให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3จี เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม การแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสช.) พ.ศ. 2535? ได้ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างเสนอ คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ คาดจะสามารถประกาศใช้ได้ในเดือน ก.ย. และสามารถคัดเลือกคณะกรรมการได้ภายในสิ้นปีนี้

นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขา ธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า กทช.สามารถออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ประเภทโทรศัพท์มือถือ 3จี และไวแม็กซ์ (WiMAX) ได้ภายในสิ้นปี 2551 โดยในเดือน มิ.ย.-ส.ค.นี้ จะทำประชาพิจารณ์ เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม และตรงกับความจำเป็นและความต้องการใช้งานของประชาชนมากที่สุด เนื่องจากการให้ใบอนุญาตแต่ละครั้งจะมีอายุประมาณ 10-15 ปี จึงต้องทำอย่างรอบคอบ

ขณะเดียวกัน ในงานนิทรรศการเกี่ยวกับไวแม็กซ์ ในไทเป เวิลด์ เทรด เซ็นเตอร์ ที่ไต้หวัน ได้จัดแสดงชิพ-เซ็ท ไวแม็กซ์ที่จะนำมาติดตั้งในแล็ปท็ อปเพื่อรองรับการใช้งาน โดยไต้หวันมีกำหนดเปิดให้บริการไวแม็กซ์ในต้นปีหน้า.

เครดิต : เดลินิวส์

Technorati Tags: , , ,

ปิด
E-mail It