27 ส.ค.2551 กทช.จัดโฟกัสกรุ๊ป เชิญผู้ประกอบการธุรกิจสื่อสารไทยมาร่วมแสดงความเห็นเกี่ยวกับการจัดสรรคลื่นและการออกหลักเกณฑ์ใบอนุญาตโทรศัพท์มือถือ 3G ปรากฏว่าประเด็นที่ยักษ์มือถือทุกรายเห็นตรงกันหมด คือ คัดค้านการจัดสรรคลื่นโดยใช้วิธีประมูล
ขณะที่ กทช.เห็นด้วยกับการ “ประมูล” เพราะเชื่อว่าโปร่งใสและแฟร์ที่สุด
เอกชนนำโดย “ทรู” ในฐานะบริษัทไทยหนึ่งเดียวค้านเต็มตัว โดย “นพปฎล เดชอุดม” ซีเอฟโอกลุ่มทรู กล่าวว่า ควรพิจารณาอย่างรอบด้านว่าการสรรหาผู้ได้รับใบอนุญาตด้วยวิธีการต่างๆ มีความแตกต่างในแง่ผู้บริโภคอย่างไร คุณภาพสูงขึ้นหรือเปล่า คนใช้มากขึ้นหรือไม่ เพราะแต่ละวิธีต้นทุนจะแตกต่างกัน ไม่ว่าจะใช้วิธีประมูล, บิวตี้คอนเทสต์ หรือลอตเตอรี่ อีกทั้งควรคำนึงถึงการสร้างงานในประเทศและอัตราค่าบริการด้วย
“ในแง่อินดัสตรีก็อยากให้มองถึงการพัฒนาแอปพลิเคชั่นใหม่ๆ การเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้ใช้บริการอย่างทั่วถึง โดยเอาของจริงจากต่างประเทศมาดูว่าวิธีไหนดีที่สุดกับผู้บริโภค ในรายงานของที่ปรึกษาไม่เห็นสิ่งเหล่านี้เลย”
ข้าง “วิเชียร เมฆตระการ” กรรมการ ผู้อำนวยการ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) พูดในทำนองเดียวกันว่า กทช.จะมีหลักประกันอะไรที่จะปกป้อง ผู้ประกอบการรายเดิมซึ่งเป็นบริษัทไทยที่ลงทุนไปมากให้อยู่รอดได้ การประมูลจะเป็นประโยชน์กับนักลงทุนต่างชาติรายใหญ่ เพราะมีความสามารถในการเสนอราคาสูงๆ เมื่อได้ใบอนุญาตแล้วก็อาจมีการซับซิไดซ์เพื่อดึงลูกค้า
“สุดท้ายผู้บริโภคอาจไม่ได้ประโยชน์จากการมีคลื่นความถี่ใหม่ก็ได้”
ด้าน สรรคชัย เตียวประเสริฐกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด ให้ความเห็นว่า การแบ่งผู้รับใบอนุญาตเป็น 4 ราย เป็น 10 MHz 3 ราย และ 15 MHz 1 รายนั้น โดยธรรมชาติผู้ให้บริการย่อมอยากได้ความถี่ที่มีแบนด์วิดท์มาก จึงอยากเสนอให้จัดสรรรายละ 10 MHz ทั้งหมด เหลือ 5 MHz ให้ กทช.เก็บไว้ก่อน ในอนาคตเมื่อ
รายใดใช้ความถี่เต็มประสิทธิภาพค่อยอนุมัติอีก 5 MHz ให้ไปใช้งานเพิ่มเติม
ข้างดีแทค “สรายุทธ์ บุญเลิศกุล” ผู้อำนวยการสายงานรัฐกิจสัมพันธ์ เสนอว่า กทช.ควรจัดทำแผนแม่บทความถี่แห่งชาติให้เสร็จก่อนจัดสรรคลื่น 3G
“ไม่เช่นนั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าคลื่นความถี่ที่จัดสรร 10 MHz และ 15 MHz เหมาะสมหรือไม่ หากมีผู้ยื่นขอแล้วได้ความถี่ไม่เท่ากัน กทช.ก็ตอบไม่ได้อีกว่ามีดุลพินิจอย่างไร ส่วนประเด็นที่ถามผู้ประกอบการว่าควรมีใบอนุญาตกี่ใบขึ้นอยู่กับ กทช.จะจัดสรร แต่อย่างน้อยควรให้รายละ 10 MHz”
นอกจากนี้ กทช.ควรกำหนดระยะเวลาใบอนุญาตไว้ 25 ปี และมีเงื่อนไขการต่ออายุได้อีกเพื่อให้เกิดความมั่นคงและต่อเนื่องในการให้บริการ
ด้าน นฤพล รัตนสมาหาร ผู้จัดการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ บมจ.กสท โทรคมนาคม เสนอว่า การมี shadow pricing เรียกเก็บจากผู้ให้บริการที่มีคลื่นความถี่อยู่เดิมถือว่าไม่มีความเป็นธรรมต่อผู้ประกอบการรายเดิม เนื่องจากรายเดิมไม่ได้แข่งขันประมูลความถี่กับใคร เมื่อรายใหม่มีการประมูล แข่งขันกันก็ไม่มีเหตุผลต้องเก็บจากรายเดิมด้วย หาก กทช.เห็นว่าค่าธรรมเนียมการใช้คลื่นความถี่ที่เรียกเก็บในปัจจุบัน ต่ำเกินไป และต้องการปรับเพิ่ม กสทฯก็ยินดีจ่ายหากมีการเรียกเก็บเพิ่มเท่ากัน ทุกราย
“ผมเสนอว่า ควรเรียกเก็บเฉพาะคนที่มีคลื่นความถี่ที่สามารถทำ 3G บนคลื่นเดิมได้แต่ไม่ยอมทำ ส่วนผู้ที่ทำ 3G บนคลื่นเดิมให้เก็บค่าธรรมเนียมตามอัตราใหม่ที่ กทช.จะประกาศใช้แทน”
ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทยให้ความเห็นว่า ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน ทั้งเรื่องวิธีการประมูล จำนวนใบอนุญาต และระยะเวลาใบอนุญาต จึงประเมินราคาหุ้นของกลุ่มโทรคมนาคมได้ไม่ชัดเจน ปัจจัยที่เป็นผลต่อราคาหุ้น คือ ต้นทุนการได้มาซึ่งคลื่นความถี่ว่ามากน้อยเพียงใด ซึ่งจากข้อมูลของผู้ประกอบการแต่ละรายคาดว่าน่าจะใช้เงินลงทุนสำหรับ 3G รายละประมาณ 15,000-25,000 ล้านบาทติดต่อกัน 3 ปี


