Wordpress Themes
Aug 01

เวลาซื้อโน้ตบุ๊ค มักดูความเร็วซีพียูก่อนอันดับแรก แต่คิดอีกที ถ้าใช้แค่งานออฟฟิศ มันต้องแรงขนาดนั้นเลยหรือ

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ใครตอบได้บ้างว่า ชิพไมโครโปรเซสเซอร์มีความละเอียดแม่นยำในการคำนวณตัวเลขถึงกี่หลัก

เฉลยเลยแล้วกันครับ คำตอบคือ มันขึ้นอยู่กับจำนวนบิตที่ใช้ในคำสั่ง เช่น ในคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ๆ มีจำนวนบิตมากถึง 64 บิต หมายความว่าสามารถคำนวณได้แม่นยำถึง 64 หลัก

การใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไปตามสำนักงานเน้นหนักไปทางพิมพ์งาน ทำการบ้าน ทำกราฟฟิก แอนิเมชัน ดูหนัง ฟังเพลง เป็นต้น ทำให้เกิดคำถามว่า จำเป็นต้องใช้พลังการประมวลผลคำนวณที่แม่นยำขนาดนั้นเลยหรือ ไม่ได้ใช้คำนวณหาตำแหน่งทิ้งระเบิดหรือควบคุมกระสวยอวกาศสักหน่อย

การคำนวณแบบดิจิทัลแต่ละครั้งก็คือ การใส่ 0 หรือ 1 ในแต่ละหลัก ซึ่งก็คือแต่ละทรานซิสเตอร์นั่นเอง การป้อนกระแสไฟฟ้าควบคุมการเปิดและปิดของสวิตช์ในทรานซิสเตอร์ และควบคุมการไหลของอิเล็กตรอน ตามธรรมชาติเมื่ออิเล็กตรอนไหลอย่างคงที่จะเกิดสัญญาณไฟฟ้ารบกวน (Noise) ตามมาและปัญหาที่ตามมาก็คือ ค่า 0 หรือ 1 ในแต่ละหลักอาจจะคลาดเคลื่อน

ดังนั้น วิศวกรจึงแก้ปัญหาโดยป้อนกระแสไฟฟ้าให้แก่ทรานซิสเตอร์มากขึ้น เพื่อให้อัตราสัญญาณที่ต้องการต่อสัญญาณรบกวน ที่เรียกว่า Signal-to-noise ratio เพิ่มมากขึ้น วงจรก็จะทำงานได้เที่ยงตรงแม่นยำและเสถียรมากขึ้น แต่การแก้ปัญหาด้วยวิธีการนี้ทำให้ชิพคอมพิวเตอร์กินไฟมากขึ้น และเกิดความร้อนมากขึ้นตามมาด้วย จึงต้องหาทางระบายความร้อนอีก

ยิ่งเมื่อเราลดขนาดของทรานซิสเตอร์ลงมาจนอยู่ในระดับนาโนเมตรด้วยแล้ว (เพื่อให้สามารถบรรจุทรานซิสเตอร์ต่อชิพให้มากขึ้น จนปัจจุบันชิพตัวเดียวมีทรานซิสเตอร์อัดอยู่กว่าพันล้านตัว) ก็ยิ่งเกิดปัญหาเรื่องความร้อนสูงมากเมื่ออิเล็กตรอนต้องวิ่งผ่านเส้นนำไฟฟ้าที่แคบลง

กลับคำถามเดิมที่ถามว่า ?จำเป็นด้วยหรือที่ต้องใช้พลังการประมวลผลคำนวณที่แม่นยำขนาดนั้น?

นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งคิดว่า ถ้าเรายอมลดความแม่นยำลงในหลักทศนิยมที่มีค่าน้อยๆ เช่น ทศนิยมหลักที่ 3 เป็นต้นไป แต่ยังให้มีโอกาสความน่าจะเป็น (Probability) ที่จะได้คำตอบที่ใกล้เคียงค่าจริงมากกว่า 50% ขึ้นไป ก็น่าจะจ่ายไฟฟ้าให้ชิพน้อยลงได้ และคาดว่า น่าจะช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ได้มากกว่าเดิมถึง 10 เท่าเลย

แนวคิดดังกล่าวเป็นที่มาของเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่น่าติดตามมากที่สุดเทคโนโลยีหนึ่งก็ว่าได้เรียกว่า Probabilistic complementary metal-oxide semiconductor technology หรือเรียกย่อๆ ว่า PCMOS

มีการทดลองแล้วว่า การใช้งานคอมพิวเตอร์เพื่อดูหนังวิดีโอด้วยชิพคอมพิวเตอร์แบบปกติเมื่อเทียบกับชิพ PCMOS แล้ว ไม่มีความแตกต่างกันเลย เพราะมนุษย์เรามีขีดจำกัดในการมองเห็นต่ำกว่าที่คอมพิวเตอร์แสดงออกมาอยู่แล้วหลายเท่า

ลองคิดดูว่าถ้าเราใช้ชิพ PCMOS กับอุปกรณ์พกพาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์มือถือ หรือ ไอพอด ซึ่งสูบไฟเอาเรื่องเวลาใช้ดูคลิปและฟังเพลง แต่ ชิพ PCMOS จะช่วยประหยัดแบตเตอรี่มากเลยทีเดียว

คาดว่า ชิพ PCMOS จะปฏิวัติวงการการออกแบบชิพอิเล็กทรอนิกส์อย่างหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียวและช่วยทำให้กฎของมัวร์ (Moore?s Law) ที่ว่า ?จำนวนทรานซิสเตอร์ในคอมพิวเตอร์จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทุกๆ ปีครึ่ง? ยังคงเป็นจริงได้ต่อไปอีกหลายทศวรรษในอนาคต

อย่างที่ผมเคยบอกว่า สุดท้าย มนุษย์ก็หาทางรอดจนได้นั่นเอง

เรื่องโดย : ดร.อดิสร เตือนตรานนท์

ผู้อำนวยการหน่วยปฏิบัติการวิจัยนาโนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องกลจุลภาค

ที่มา : Bangkokbiznews

Jul 27

ลอนดอน 18 กค.- เม้าส์คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ควบคู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์มานานเกือบ 40 ปี แต่ล่าสุด บริษัทวิจัยการ์ทเนอร์ คาดว่า เม้าส์คอมพิวเตอร์อาจถูกเลิกใช้ในอีก 3 ถึง 5 ปีข้างหน้า เพราะนักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาวิธีสั่งการเครื่องคอมพิวเตอร์ได้อย่างหลาก หลายมากขึ้น อาจใช้วิธีจิ้มนิ้วไปที่หน้าจอ หรือ ใช้วิธีจดจำใบหน้าผู้ใช้งาน

นักวิเคราะห์ของการ์ทเนอร์ มองว่า เม้าส์คอมพิวเตอร์อาจใช้ได้ดีกับเครื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ แต่ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์เพื่อให้ความบันเทิงในบ้าน หรือคอมพิวเตอร์แบบพกพา การกดปุ่มคำสั่งโดยใช้วิธีลากเม้าส์จะหมดความหมายไปในทันที

หลาย บริษัทกำลังปรับปรุงรูปแบบการใช้คอมพิวเตอร์ โดยไม่ต้องมีสายเม้าส์มาคอยควบคุมให้ยุ่งยาก เช่น บริษัทไมโครซอฟท์ ที่พัฒนาคอมพิวเตอร์แบบจอสัมผัส หรือ ทัช สกรีน เพียงแค่ใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าจอ ก็สามารถควบคุมการใช้งานของเครื่องได้แล้ว คอมพิวเตอร์บางเครื่อง แค่ให้ผู้ใช้งานครอบอุปกรณ์บางอย่างบนศีรษะ แล้วใช้วิธีสั่งเครื่องโดยการคิด อุปกรณ์ชุดนี้จะหาซื้อได้ในเดือนกันยายน

นอกจากเม้าส์คอมพิวเตอร์แล้ว อุปกรณ์รีโมทคอนโทรล ก็มีแนวโน้มจะใช้งานน้อยลงเช่นกัน เพราะล่าสุด พานาโซนิก ได้พัฒนาโทรทัศน์ให้จดจำใบหน้าของผู้ใช้งานเอาไว้ เมื่อต้องการเปิดโทรทัศน์ ก็แค่ไปยืนหน้าจอ จากนั้น จะมีเมนูช่องต่างๆ ผุดขึ้นมาให้เลือก ผู้ใช้งานเพียงแค่ขยับมือ โทรทัศน์ก็จะเปลี่ยนช่องให้ตามที่เลือกไว้ ส่วนโซนี่ และแคนนอน ก็กำลังพัฒนากล้องถ่ายภาพเคลื่อนไหว และกล้องถ่ายรูป ให้ใช้วิธีจดจำใบหน้าผู้คนให้ได้เช่นกัน บางรุ่นตั้งโปรแกรมจะถ่ายภาพเฉพาะคนยิ้มเท่านั้น ถ้าไปเจอคนกำลังยิ้ม กล้องก็จะถ่ายภาพเองโดยอัตโนมัติ.-สำนักข่าวไทย

ที่มา : MCOT News

Jul 22

มาดูบทวิเคราะห์ของนักเขียนชื่อดัง ถึงเหตุผลที่คนไม่นิยมอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-book

กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : การเกิดและเติบโตของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-book ทำให้ผู้อ่านเข้าถึงหนังสือได้มากขึ้น ขณะที่ผู้จัดพิมพ์ก็สามารถกระจายสินค้าได้กว้างขวางกว่าเดิมด้วย แต่หลายคนก็หวั่นเกรงกันว่าหนังสือแท้ๆ ที่จับต้องได้จะล้มหายตายจากไปหรือไม่

Nick Hornby นักเขียนเจ้าของเรื่อง high fidelity และ about a boy อันโด่งดัง เป็นหนึ่งในบุคคลที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างแน่นอน แต่เขาบอกว่าหนังสือยังมีความทนและ ?เหนียว? กว่าอุตสาหกรรมซีดีเพลง ซึ่งถูกตลาด mp3 ตีตลาดจนย่อยยับไปแล้ว เหตุผลก็คือ

  1. นักอ่านยังไงก็ชอบหนังสือ ไม่เหมือนคนฟังเพลงที่ไม่ได้ชอบซีดีขนาดนั้น ถ้าเป็นแผ่นเสียงละก็ใช่ แต่ซีดีคงไม่ ถ้าจะพูดถึงศิลปะบนปกซีดีนั้นก็หาได้น้อยยิ่ง กล่องก็แตกง่าย แผ่นซีดีเองก็เป็นรอยขีดข่วนเสมอ ขณะที่หนังสือเป็นสิ่งที่น่าหลงใหลของนักอ่านมาเป็นร้อยๆ ปีแล้ว มันเหมือนศิลปะชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว
  2. เครื่องอ่าน e-book มีข้อเสียเปรียบเมื่อเทียบกับเครื่องเล่นเพลง mp3 คือเมื่อเราซื้อ iPod เราเป็นเจ้าของเพลงที่เรานำมาใส่ในเครื่อง แต่สำหรับเครื่องอ่าน e-book นั้น เราไม่ได้เป็นเจ้าของ e-book
  3. จริงๆ แล้วคนเราซื้อหนังสือไม่กี่เล่มต่อปี โดยเฉลี่ยไม่เกิน 7 เล่ม ในจำนวนนั้น 2-3 เล่มก็ซื้อเป็นของขวัญให้คนอื่น ข้อดีของ Kindle เครื่องอ่าน e-book ของค่าย Amazon ก็คือทำให้เราไม่ต้องแบกหนังสือ 4 เล่มต่อปีเท่านั้นเอง ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ดึงดูดใจนักอ่านมากนัก
  4. คนรักหนังสือมักเป็นพวกปรับตัวช้า และไม่ค่อยถูกกับเทคโนโลยีสักเท่าไหร่
  5. ความสามารถใหม่ๆ ของ iPod ทุกวันนี้ทำให้หนังสือขายยากมากขึ้นอยู่แล้ว ยังไม่ต้องพูดถึง e-book เพราะหากถามว่าจริงๆ คนเราอ่านหนังสือมากแค่ไหน เมื่อเทียบกับการดูทีวีและฟังเพลง คำตอบคือน้อยมาก จากการสำรวจคนอเมริกันวัยกลางคน ประมาณ 2,000 คน พบว่า 34% ของทั้งหมดไม่ได้อ่านหนังสือเลย

ถึงแม้อุตสาหกรรมเพลงจะมีปัญหาและ อุปสรรคมากมายในปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องเทปผีซีดีเถื่อน แต่เราก็ไม่เคยเห็นโฆษณาหรือการรณรงค์ให้คนฟังเพลงมากขึ้นเลย มีแต่รณรงค์ให้คนอ่านหนังสือกันมากขึ้น ปัญหาของอุตสาหกรรมเพลงคือทำยังไงให้คนฟังจ่ายเงินซื้อเพลง ไม่ใช่ทำยังไงให้คนฟังเพลง แต่หนังสือไม่ใช่แบบนั้น แค่ทำให้คนอยากอ่านก็ยากแล้ว เอาง่ายๆ ระหว่าง iPod กับ Kindle คุณอยากได้อันไหนมากกว่ากัน

อย่างไรก็ตาม Nick Hornby บอกว่าเขาไม่ปฏิเสธเรื่องเทคโนโลยี หากอนาคตมียาที่กินเข้าไปแล้วทำให้เราประหยัดเวลาอ่านหนังสือได้มากมาย หนังสือก็คงตายจากไปในช่วงข้ามคืน แต่ตราบใดที่คนยังอ่านหนังสือกันน้อยแบบนี้ เขาก็ไม่ห่วงว่าในอนาคตอันใกล้นี้ e-book จะเป็นที่ต้องการมากไปกว่าหนังสือจริงๆ

ที่มา : bangkokbiznews

Technorati Tags: , ,

Jul 08

ดร. สตีเฟน เพราเวอร์ จากมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่าควอนตัมคอมพิวเตอร์สามารถใช้เพชรในการเพิ่มประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ ไม่ให้เครื่องมีความร้อน เนื่องจากคอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นทั้งกินไฟและไร้ ประสิทธิภาพ ซึ่งความไร้ประสิทธิภาพนี้ทำให้เครื่องถ่ายเทความร้อนออกมามาก โดยเฉพาะผู้ที่ใช้แล็ปท็อปจะทราบดี คอมพิวเตอร์จึงต้องอยู่ในห้องแอร์เพื่อรักษาเครื่องให้เย็น”

ควอนตันคอมพิวเตอร์จะเป็นคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ ที่มีประสิทธิภาพสูง ไม่ก่อให้เกิดความร้อน สามารถใช้ในอุณหภูมิห้องได้ แต่ต้องใช้เพชรมาเป็นส่วนประกอบ ซึ่งเพชรเม็ดเล้กๆ ที่มีไนโตรเจนอะตอมจะทำหน้าที่เป็นคิวบิต ส่วนอีเลคตรอนในเพชรสามารถควบคุมโดยคลื่นไมโครเวฟหรือเลเซอร์

ทั้งนี้ คอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่โดยทั่วไปแม้จะเก็บข้อมูลได้มาก แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะนำมาใช้ในการคำนวณการถอดรหัส เช่น การถอดรหัสพันธุกรรม จึงมีผู้คิดพัฒนาควอนตัมคอมพิวเตอร์ขึ้น โดยนักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสมมุติฐานไว้ว่า ถ้าคำนวณข้อมูลขนาด 250 บิต คอมพิวเตอร์ทั่วไปจะใช้เวลาคำนวณถึง 100 ปี แต่ควอนตัมคอมพิวเตอร์ใช้เวลาคำนวณไม่ถึง 4 นาที

ที่มา : นสพ.ดอทคอม

Technorati Tags: , ,

Jun 26

เพื่อนนายเกาเหลากำลังปวดหัวกับปัญหาที่ลงโปรแกรม Logmein (โปรแกรมประเภทรีโมทควบคุมคอมพิเตอร์เครื่องอื่น) แต่พอจะลบโปรแกรมออก มันก็ไม่ยอมออก เข้าข่ายดื้อด้าน แถมยังกลัวอีกว่าเครื่องตัวเองจะถูกแอบดู หรือจะมีวิธีตรวจสอบยังไงว่ามีใครแอบดูหน้าจอเราอยู่หรือเปล่า
โปรแกรม Logmein ถือเป็นโปรแกรมประเภท Remote Desktop สำหรับล็อกอินเข้ามาที่เครื่องคอมพ์และควบคุมได้จากระยะไกล ซึ่งหากได้ Uninstall ออกไปแล้วก็จะไม่มีโปรแกรมนี้ค้างอยู่ในเครื่องแล้ว ส่วนการตรวจสอบว่ามีใครเข้ามาดูหรือไม่

มีวิธีตรวจสอบได้ง่ายๆ โดยให้คุณเปิดหน้าต่าง DOS ขึ้นมา โดยพิมพ์คำสั่ง cmd ในช่อง Run จากนั้นพิมพ์ Netstat 10 (โดยที่ 10 หมายถึงการให้มีการอัพเดตข้อมูลทุก 10 วินาที) ซึ่งคุณสามารถดูได้ว่ามีใครเข้ามาในเครื่องหรือไม่ โดยสามารถดูหมายเลขไอพีแอดเดรสได้ด้วย ส่วนเลขไอพีแอดเดรสของคุณจะแสดงในช่อง Localhost และเลข 127.0.0.1 ซึ่งเป็นการเรียกใช้งานจากเครื่องของคุณเอง เอาละตอนนี้รีบไปตรวจโดยด่วนว่าเครื่องคุณมีใครแอบดูหรือถ้ำมอง ?

ข่าวจาก : ARiP (นายเกาเหลา)

Technorati Tags: , , , ,

ปิด
E-mail It